อียิปต์สมัยก่อนทำไมถึงได้บูชาแมว

สมัยโบราณในความเชื่อของอียิปต์รวมไปถึงมีความเชื่อว่า บาสเตต เป็นดวงตาแห่งมหาเทพราซึ่งเป็นแบบสุริยเทพเป็นเทพที่สำคัญมากๆของอียิปต์

ดังนั้น บาสเตตได้รับความนิยมมากๆถึงขนาดที่ว่าทุกบ้านก็จะบูชา บาสเตต กันรวมถึงจะมีพิธีบูชา บาสเตต กันแบบยิ่งใหญ่ปิดเมืองบูชากันเลยถามว่าทั้งหมดนี่มันส่งผลอะไรก็ส่งผลทำให้แมวกลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของอียิปต์ถึงขนาดที่ว่าในบางยุคสมัยมีกฎหมายที่ว่าถ้าสมมุติว่าใครฆ่าแมวมีความผิดถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว

ซึ่งก็แปลว่าถ้าหากว่าแมวตาย คุณก็ต้องตายตามแมวไปด้วยและถ้าหากสมมุติว่าเกิดเลี้ยงแมวเอาไว้แล้วและแมวเกิดตายตามธรรมชาติจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องบอกว่าคนในบ้านนั้นๆก็จะเสียใจมากๆที่แมวตายถึงขนาดที่ว่าจะต้องดกขนคิ้วตัวเองทิ้ง

นอกจากนี้ก็ยังมีการทำมัมมี่แมวขึ้นมาอีกคือประมาณว่าแมวตายแล้วก็ต้องเอาแมวไปทำมัมมี่เหมือนกับมนุษย์เลยทีเดียวมีความเชื่อเรื่องหลังความตายของแมวอะไรต่าวๆและเท่านั้นยังไม่พอบางครั้งมัมมี่แมวก็ถือว่าเป็นของบูชาเทพี บาสเตต ด้วย

เรียกได้ว่ามีการค้นพบแหล่งโบราณคดีของเทพี บาสเตต แล้วเขาก็ค้นพบว่าในนั้นมีมัมมี่แมวอยู่ถึง900ตัวเลยทีเดียวก็เท่าที่เจอไม่นับที่ไม่เจอ

ดังนั้นต้องบอกว่าการบูชาแมวกว้างขวางมากจริงๆแล้วถามว่าทั้งหมดนี้ส่งผลอะไรต่อชนชาติอียิปต์ส่งผลอะไรต่ออารยธรรมอียิปต์ทำไมอียิปต์ถึงได้บูชาแมวจนกระทั่งแบบว่าโดนตีแตกล่มสลายไปแบบที่บอกอันนี้ก็คือเรื่องรวาในประวัติศาสตร์จริงๆไม่ใช่ดราม่าระดับเทพกัน

ซึ่งก็ได้มันักปราชญ์ชาว มาซิโดเนียบันทึกเอาไว้และจะบอกว่ามันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามประวัติศาสตร์จริงๆก็กึ่งๆประมาณว่าเป็นเรื่องที่มันไม่ใช่เทพนิยายแต่เป็นเรื่องที่ได้ถูกบันทึกว่าเกิดในประวัติศาสตร์จริงๆแต่ว่ามันก็เป็นเรื่องราวตามที่คนบันทึกและคนที่ได้บันทึกจะบันทึกถูกหรือผิดนั่นก็อีกเรื่องหนึ่งก็ถือว่ามันเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชั้นทุติยภูมิไม่ใช่ปฐมภูมิ

นอกจากนี้เขาได้บันทึกเหตุการณ์อะไรไว้เขาได้บันทึกเหตุการณ์ๆนึงเอาไว้เมื่อ525ปีก่อนคริสต์ศักราชตอนนั้นได้เกิดเหตุการณ์ที่เปอร์เซียกำลังจะพยายามที่จะมายึดอียิปต์ต้องการจะตีอียิปต์ตอนนั้นเปอร์เซียกำลังแผ่ขยายอำนาจอยู่ทีนี่ถามว่าจะไปยึดเขามันไม่ใช่อยู่ดีๆก็จะเดินเข้ามาแล้วก็รบกัน

เพราะว่ามันก็ต้องมีชุมชนหลากหลายในโลกใช่ไหมการจะเป็นทรราชลุกขึ้นมาแล้วแบบข้าจะยึดทุกคนมันก็ไม่ใช่มันจะต้องมีการหาเรื่องกันก่อน

 

สนับสนุนโดย.    ufabet

การพัฒนางานศิลปะและประติมากรรม 

งานประติมากรรมเป็นงานศิลปะที่ถูกพัฒนามาอยู่ตลอดเวลาซึ่งแสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์หรือแม้แต่จะเป็นการใช้ชีวิตของผู้คนต่างๆ อย่างไรก็ตามนักประวัติศาสตร์ต่างๆมีการศึกษาเกี่ยวกับงานศิลปะต่างๆเพราะงานศิลปะเป็นสิ่งที่บันทึกเรื่องราวต่างๆไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตกิจกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนนี้จะมีส่วนสำคัญที่งานศิลปะไทยยุคสมัยมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จำเป็นจะต้องมีการศึกษาหรือการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

เพราะมนุษย์มีการพัฒนาวิวัฒนาการหรือแม้แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการอยู่อาศัยอยู่ตลอดเวลานี้จึงทำให้รูปแบบการพัฒนางานศิลปะต่างๆหรืองานประติมากรรมต่างๆที่มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอในส่วนต่างๆเหล่านี้เองมีเครื่องไม้เครื่องมืออยู่ตลอดเวลาการพัฒนางานศิลปะเป็นส่วนที่ช่วยให้บ่งบอก ว่าแต่ละยุคสมัยมีการพัฒนารูปแบบในการใช้ชีวิตอย่างไร

เป็นสิ่งที่มีการบันทึกเรื่องราวอยู่ตลอดเวลาอีกย้อนกลับไปยุคเริ่มแรกของยุคหิน ยุคหินจะเป็นยุคที่ถูกแบ่งออกเป็น 3 มันก็คือยุคหินเก่า หินกลาง หินใหม่ ยุคแรกเริ่มนั้นมนุษย์มีการทำงานศิลปะโดยใช้หิน หรือการขีดข่วนลงบนสถานที่ต่างๆเป็นการแกะสลักเกิดขึ้นจากความบังเอิญ สิ่งเหล่านี้เองแต่สิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องด้วยงานศิลปะเป็นงานที่จำเป็นจะต้องมีการพัฒนาตลอดเวลา

ผู้คนต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานหรือการพัฒนารูปแบบงานอยู่เสมอ การศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จะศึกษาภัณฑ์งานศิลปะทั้งสิ้นเพราะในความเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยพัฒนารูปแบบในการใช้ชีวิตของผู้คนในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการติดต่อสื่อสาร เพราะผู้คนต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ

การพัฒนาในการทำงาน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการติดต่อสื่อสารผู้คนต่างๆมีการเข้าใจว่าวัฒนธรรมความเป็นอยู่ต่างๆหรือความเชื่อต่างๆถูกพัฒนาและถูกส่งต่อได้ นี่ถึงทำให้งานศิลปะรายชิ้นที่ถูกส่งต่อมาในยุคต่างๆมีลักษณะที่สอดแทรกความเชื่อ ยกตัวอย่างหนึ่งยุคที่มีการทำงานเกี่ยวกับความเชื่อค่อนข้างเยอะ นั่นก็คือยุคของคริสเตียน

ในคริสเตียนเป็นยุคที่มีการพัฒนาเกี่ยวกับความรู้ความสามารถเกี่ยวกับพระเจ้าค่อนข้างเยอะ ความเชื่อถูกนำมาใช้ในงานศิลปะเป็นจำนวนมาก ถูกต้องเปล่าเพราะสามารถเข้าถึงผู้คนง่ายมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นงานในโบสถ์หรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของงานประติมากรรมภาพวาดภาพเขียน รวมถึงยังมีงานแกะสลักและงานปั้น 

นี่ถึงแสดงให้เห็นว่างานศิลปะเป็นงานที่ส่งผลต่อผู้คนเป็นอย่างมากผู้คนต่างๆสามารถเข้าถึงรูปแบบความรู้ความเข้าใจในการใช้ชีวิตของผู้คนในยุคต่างๆได้ผ่านการศึกษาทางประวัติศาสตร์ที่ได้เปิดเผยให้เห็นว่ากิจกรรมต่างๆในยุคก่อนถึงแม้จะเป็นในส่วนของความเชื่อในยุคก่อนเป็นอย่างไร

การพัฒนางานศิลปะหรืองานประติมากรรมจึงมีการพัฒนาตลอดเวลาแบ่งเป็นยุคสมัยที่แตกต่างกันออกไปมีหลากหลายยุคและหลักหลายลักษณะของการทำงาน ซึ่งนี่เองเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ในยุคปัจจุบันยังมีการศึกษาเกี่ยวกับงานศิลปะอยู่ตลอดเวลา 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ufabet

ภาพวาดที่ถูกพูดถึงจนปัจจุบัน

การสร้างสรรค์ผลงานทางด้านจิตรกรรมและศิลปกรรมที่สวยงามขึ้นมานั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยทีเดียว เพราะการที่ผู้สร้างสรรค์นั้นจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมามีความสวยงามและเป็นผลงานที่โดดเด่นได้นั้นก็จะต้องอาศัยทั้งในเรื่องพรสวรรค์ทางด้านศิลปะและการฝึกฝนฝีมืออย่างสม่ำเสมอด้วย

และต้องยอมรับในความสามารถของจิตรกรศิลปินในอดีอย่างมาก เพราะพวกเขาสามารถสร้างสรรค์ผงานด้วยฝีมืออย่างแท้จริงตั้งแต่ในอดีตและผลงานต่างๆเหล่านั้นก็ยังคงเป็นผลงานที่มีการพูดถึงจนปัจจุบันถึงแม้เวลาจะผ่านล่วงเลยไปหลายร้อยปีแล้วก็ตาม

The Last Supper เป็นภาพวาดที่วาดโดยจิตรกรชื่อดังของโลกอย่าง Leonardo de vinci นั่นเอง เชื่อว่าหลายคนต้องคุ้นเคยชื่อของเขาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนที่คลุกคลีในแวดวงของศิลปะนั้นเป็นไปไม่ได้เลยว่าจะไม่รู้จักเขาคนนี้ เพราะ Da Vinci นั้นถือว่าเป็นจิตรกรศิลปินที่หลายคนที่เรียนรู้ทางด้านศิลปะนั้นมักจะมีเขาเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างนั่นเอง

ซึ่ง The Last Supper นั้น เป็นภาพวาดที่โด่งดังอย่างภาพวาดพระกายหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซู เป็นจิตรกรรมผาฝนังที่ Da Vinci ได้มีการสร้างสรรค์และวาดขึ้นมาในช่วงศรรตวรรษที่ 15 โดยภาพวาดนี้นั้นถูกสร้างขึ้นที่โบสถ์ ซานตามาเรีย เดลกาซี่ ในเมืองมอลาน ประเทศอิตาลีซึ่งภาพวาดนั้นถูกวาดอยู่ผนังของด้านหลังโบสถ์

ซึ่งภาพ The Last Supper นั้นเป็นการวาดบรรยายเหตุการของพระกายหารมื้อค่ำที่เป็นอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูหลังจากที่พระเยซูได้ประกาศว่า1ใน12 อคระสาวกของเขานั้นจะเป็นคนที่ทรยศพระองค์และกดารเสวยพระกายหารค่ำนี้ก้เป็นมื้อสุดท้ายก่อนที่พระองค์นั้นจะถูกตรึงกางเขน โดยภาพวาดนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาในปี 1495

และได้เสร็จสมบูรณ์ในปี1498 โดยการวาดภาพของเขานั้นไม่ได้เป็นการวาดภาพอย่างต่อเนื่องและมีการนำเสนอสิ่งต่างๆในการสร้างสรรค์มาโดยตลอดเช่น คนที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายมือของพระองค์นั้นควรจะเป็นแมร์รี่ แม็คดาเลน มากกว่าจะเป็นอคระสาวกจอร์นนั่นเอง

โดยมการไขปริศนาในเรื่องนี้จากหลายๆคนว่าบุคคลในภาพวานั้นใช่แมร์รี่ แม็คดาเลนหรือไม่และเรื่องราวบนภาพวาดนี้นั้นมีส่วนสำคัญในการสร้างหนังสืออย่างหนังสือ The Da Vinci Code ที่มีการเขียนขึ้นมาในปี2003 ด้วย โดยรื่องราวและเนื้อหาในหนังสือนั้นก็มีการถอดรหัสและสิ่งที่ผู้เขียนนั้นคิดว่าเป็นความลับของ Da vinci นั่นเอง

ซึ่งก็ถือว่าเป็นหนังสื่อที่มีความน่าสนใจอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามเรื่องราวเหล่านี้ก็เป็นเพียงการตั้งข้อสมมติฐานต่างๆขึ้นมาเพียงเท่านั้นเพราะความจริงที่ว่าความหมายของภาพวาดนั้นมีความหมายอย่างไร ก็คงจะมีเพียง Da vinci gท่านั้นที่รู้ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้จะไม่ได้รู้ถึงความหมายที่แท้จริงและยความหมายของภาพวาดนั้นก็อาจจะยังคงเป็นปริศนาอยู่ แต่ภาพวาดอย่าง The Last Supper นั้นก็ยังคงถูกพูดถึงและชื่นชมในด้านความสวยงามมาจนถึงปัจจุบัน

 

ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   ufabet