“อยากลดน้ำหนัก แต่ขาดข้าวไม่ได้”

เลิกข้าวขาวแล้วจะผอม หนึ่งในวิธีการรับประทานแบบคนผอมที่ง่ายที่สุดซึ่งจะช่วยให้เราผอมลงได้แบบไม่ต้องพยายามคือการเปลี่ยนจากข้าวขาวมาเป็นข้าวกล้องความแตกต่างที่สำคัญของเค้าขาวกลับข้าวกล้องคือข้าวกล้องนั้นยังมีเยี่ยหุ้มเมล็ดและจมูกข้าวอยู่จึงมีสารอาหารและเส้นใยอาหารมากกว่าเมื่อรับประทานเข้าไป

แป้งที่ย่อยแล้วจะถูกดูดซึมเปลี่ยนน้ำตาลในกระแสเลือดช้ากว่าส่งผลให้อิ่มท้องนานกว่ากระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินน้อยกว่าส่งผลให้เราควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น

นอกจากเข้าเขาแล้วยังรวมถึงอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตอื่นๆคือขนมปัง เส้นหมี่ พาสต้า ซึ่งใช้กดเดียวกันคือเลือกรับประทานแบบที่มีเส้นใหญ่อาหารมากกว่าโดยสังเกตจากกลุ่มที่มีคำขึ้นต้นว่าโฮลวีต 

นอกจากการสังเกตุชื่อแล้วเรายังสังเกตได้จากสีโดยกลุ่มแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสีมักมีสีออกน้ำตาลส่วนแป้งที่ขัดสีจนเส้นใหญ่อาหารเหลือน้อยมากมีสีขาวสะอาดแต่กดนี้ก็ไม่ถูกต้องเสมอไปเพราะข้าวบางสายพันธุ์เช่น ข้าวมันปู ซึ่งมีสีแดงจากตัวเมล็ดแต่ถูกขัดสีเยี่ยหุ้มเข้าออกหมดแล้วจึงไม่จัดเป็นข้าวกล้องแม้จะไม่ได้มีสีขาวนอกจากหันมารับประทานข้าวกล้องแล้วอีกสองเทคนิคซึ่งจะช่วยให้เราผอมได้โดยไม่ต้องอดข้าวคือรับประทานผักให้มากขึ้นและเคี้ยวให้ช้าลง

ค่อยๆเพิ่มปริมาณการรับประทานผักโดยเฉพาะผักสดหากเป็นไปได้อาจจะเอาเป็นสลัดผักถ้วยเล็กหรือผักสดกับน้ำพริกพร้อมน้ำเปล่าแก้วโตก่อนรับประทานข้าวจะช่วยให้เราอิ่มได้เร็วขึ้นลดปริมาณการรับประทานข้าวหลงได้ ส่วนการเคี่ยวให้ช้าลงจะช่วยให้เราผอมลงได้อย่างไรนั้นจะมาอธิบายได้ว่าความรู้สึกอิ่มของคนเราจะถูกกระตุ้นจากหลายปัจจัยแต่ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งคือเมื่อตัวรับสัญญาณในกระเพาะอาหารถูกกระตุ้นจากการที่กระเพาะขยายตัวจนถึงจุดที่ควรจะอิ่มจะเกิดการส่งสัญญาณผ่านไปยังสมองเพื่อให้สมองรับรู้ว่ามีอาหารตกถึงท้องแล้วอิ่มได้แล้ว

ซึ่งการส่งสัญญาณพูดคุยกันระหว่างกระเพาะอาหารกับสมองนี้ต้องใช้เวลาในการติดต่อกันราว 10 ถึง 20 นาทีการรับประทานเร็วเกินไปจะส่งผลให้รับประทานเลยกว่า. ควรอิ่มกว่าสมองจะส่งสัญญาณให้ปากหยุดก็กลายเป็น. เกินอิ่มไปแล้วจึงอยากแนะนำให้ทุกคนหัดเคี้ยวข้าวช้าๆและฝึกถามตัวเองว่าอิ่มหรือยัง 

      เราสามารถรับประทานข้าวได้แต่พยายามรับประทานเป็นข้าวกล้องค่อยๆลดปริมาณข้าวลงเพิ่มปริมาณผักให้มากขึ้นและเขียวช้าๆจะช่วยให้เรากลายร่างเป็นคนผอมได้โดยที่ไม่ต้องอดข้าว

เฟซบุ๊กผุดไอเดีย เพื่อรับมือกับแอคเคาท์ปลอม

โดยจะให้เจ้าของแสกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน ปัจจุบันมีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากกว่า 2.5 พันล้านแอคเคาท์ และเป็นที่แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีจำนวนผู้ใช้บัญชีปลอมเข้ามาแอบแฝงอยู่เป็นจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ทางสื่อใหญ่ของเฟซบุ๊กได้ออกมารายงานว่า ช่วงเดือนตุลาคม 2561 จนถึง เดือนมีนาคม 2562 ทางทีมงานของเฟซบุ๊กได้ลบแอคเคาท์ปลอมไปแล้วกว่า 30,000 ล้านกว่าแอคเคาท์

ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก  แต่ถึงแม้จะลบไปแล้ว พวกบัญชีแอคเคาท์ปลอมก็ยังมีอยู่แล้เกิดขึ้นใหม่ตลอดแทบทุกวัน 

 ผลกระทบจากแอคเคาท์เฟซบุ๊กปลอมนั้น ส่งผลมากมายหลายทาง

บางครั้งก็เป็นการเปิดช่องทางให้พวกมิจฉาชีพอีกด้วย คือ พวกมิจฉาชีพบางคนก็แอบแฝงโดยการไปเซฟรูปต่างๆของผู้ใช้ตัวจริงมา แล้วนำมาสร้างแอคเคาท์ปลอมมาหลอกคนอื่นว่า นำรูปไม่ใช้ในทางทีเสียๆหายๆ

ทำให้คนอื่นหลงเชื่อ โดยเราจะเห็นได้จากทางข่าว ตามสื่ออยู่ตลอด ว่าพวกมิจฉาชีพเอารูปมาหลอกว่าเป็นคนอื่น หลอกเอาเงินจากผู้เสียหายได้หลายคน และซึ่งจำนวนเงินก็ไม่ใช่น้อย มีทั้งจับได้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายก็ดี

แต่ยังจับไม่ได้ก็มีอีกมาย ถ้าเกิดเจอสถานการณ์ที่มีคนนำรูปเราไปแอบอ้างหรือไปเปิดแอคเคาท์ปลอม

โดยทางผู้ใช้บัญชีทั่วไปสามารถแก้ปัญหาเบื้องต้นกันเองได้คือ ช่วยกันแชร์ ให้คนในเฟซของเราที่รู้จัก ช่วยกันสแปมบัญชีแอคเคาท์ปลอมนั้นได้ เมื่อมีปัญหาต่างๆเกิดขึ้นไม่หยุดจากแอคเคาท์ปลอม เลยมีไอเดียดีๆที่หลุดมาจากโปรแกรมเมอร์ที่ใช้บัญชีทวิตเตอร์ว่า Jane Manchun Wong และเธอยังเป็นนักพัฒนาแอพพลิเคชั่นด้วย 

เธอ ได้โพสต์ภาพที่เป็น GIF ลงบนแอเคาท์ทวิตเตอร์ของเธอ โดยใน GIF นั้น เป็นภาพเกี่ยวกับการใช้ใบหน้าในการยืนยันตัวตน

พร้อมโพสต์แคปชั่นว่า Facebook กำลังจะทำการพัฒนาโดยจดจำใบหน้าเจ้าของแอคเคาท์หรือผู้เปิดบัญชีในหลายๆ มุม เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตน โดยไม่ได้เป็นเหมือนการถ่ายเซลฟี่แต่เป็นการถ่ายวิดีโอ ซึ่งถ่ายยืนยันตัวตนเสร็จ ทางเฟซบุ๊กจะเก็บรายงานเอาไว้ 30 วันแล้วลบทิ้ง

ประวัติและความเป็นมาของประเพณีลอยกระทง 

กล่าวคือท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือนางนพมาศที่เป็นพระสนมเอก

 

ได้คิดประดิษฐ์กระทงเป็นรูปดอกบัวกมุทขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นดอกบัวเป็นดอกบัวที่มีลักษณะที่พิเศษ ที่สามารถบานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้ง เพราะดอกบัวทั่วไปนั้นส่วนใหญ่จะบานช่วงเช้า จึง สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป นำไปลอยถวายสักการะรอยพระพุทธบาท

เมื่อพระร่วงทรงได้ทอดพระเนตรเห็น ก็รับสั่งถามถึงความหมาย

ท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือนางนพมาศก็ได้ทูลอธิบายความหมาย ซึ่งพระองค์ก็พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า “แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน 12 ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน” นับตั้งแต่นั้นมา เราจึงได้เห็นโคมลอยที่เป็นรูปดอกบัวมาจนถึงปัจจุบันนี้ 

      ส่วนตำนานและความเชื่อของประเพณีลอยกระทงที่ได้เล่าขานสืบต่อกันมานั้น

วันนี้เราจะหยิบยกตัวอย่างมาพอให้ทุกท่านได้ทราบ เช่นการลอยกระทง มีต้นกำเนิดมาจากศาสนาพุทธเริ่มตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์เสด็จประทับอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ์ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา วันหนึ่งนางสุชาดาได้ให้สาวใช้นำข้าวมธุปายาส (ข้าวกวนที่หุงด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำอ้อย) ใส่ถาดทองไปถวาย

เมื่อพระองค์เสวยหมดแล้ว ก็ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า

ถ้าหากวันใดจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ถาดที่นางสุชาดานำมาถวายข้าวให้ ได้ลอยทวนน้ำ ด้วยแรงสัตยาธิษฐาน และบุญญาภินิหาร ถาดก็ลอยทวนน้ำไปจนถึงสะดือทะเล แล้วก็จมไป จนไปโดนหางพระยานาคผู้ซึ่งคอยดูแลรักษาบาดาลตามความเชื่อนั้น

พระยานาคตื่นขึ้น พอเห็นและรับรู้ว่าเป็รถาดข้าวที่พระพุทธเจ้าได้ลอยน้ำมา ก็ประกาศก้องออกไปว่า บัดนี้ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อุบัติขึ้นในโลกแล้ว เมื่อเทวดาและพระยานาคต่างก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และพระยานาคก็ได้ขอให้พระพุทธองค์ ประทับรอยพระพุทธบาทไว้บนฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา

เพื่อพวกเขาจะได้ขึ้นมาถวายสักการะได้ พระองค์ก็ทรงทำตาม ส่วนสาวใช้ก็ได้นำความที่เกิดขึ้นนั้นไปบอกนางสุชาดา เมื่อถึงวันนั้นของทุกปี นางสุชาดาก็จะนำเครื่องหอม และดอกไม้ใส่ถาดเพื่อไปลอยน้ำในทุกๆปี และเพื่อไปกราบไหว้บูชานมัสการรอยพระพุทธบาทและต่อมาก็ได้เกิดเป็นประเพณีลอยกระทงขึ้น ตามที่พวกเราได้เห็นและสืบทอดกันมาอยู่จนถึงในปัจจุบัน

สิ่งมหัศจรรย์ที่น่าสะพรึง

สวยลอยแห่งบาบิโลน สิ่งมหัศจรรย์ที่น่าสะพรึง

สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน หรือ HANGING GARDENS OF BABYLON น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักที่ตั้งของสวนลอยแห่งนี้อยู่ที่ประเทศอิรัก กรุงแบกแดด กลางทะเลทรายริมแม่น้ำยูเฟรติส ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ซึ่งในปัจจุบันในเสื่อพังทลายไปหมดแล้ว เหลือไว้แต่เพียงเรื่องเล่าขานเท่านั้นในอดีตตามประวัติศาสตร์เล่าขานกันว่า สร้างในสมัยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2แห่งกรุงบาบิโลเนีย เพื่อให้พระมเหสีเซมีรามีส พักผ่อนหย่อนใจตามประวัติเล่าว่าสร้างขึ้นประมาณ 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช กินขนาดใหญ่ถึง 400ตารางฟุต สูง 75 ฟุต กันเลยทีเดียว ซึ่งมีตำนานเล่าขานถึงสวนแห่งนี้มากมาย
ทั้งว่าเป็นสถานที่ที่บรรพบุรุษสมัยก่อนเคยเป็นหอคอยสูงของมนุษย์ที่ใช้หลบภัยน้ำท่วมโลกแต่ว่าก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ว่าสวนแห่งนี้เป็นสวนลอยฟ้ามาก่อนจริงหรือไม่ หรือสร้างไว้เพื่อเหตุใด ที่พอจะทราบก็เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ

ความสวยงาม และแสดงถึงความเกรียงไกรในยุคบาบิโลนเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตามก็มีบางแหล่งข้อมูลบอกว่าเดิมที บาบิโลนเป็นนครของชาวเซไมท์

ที่อยู่ในบริเวณตอนใต้ของ เมโสโปเตเมีย 2350 ปีก่อนคริสต์ศักราชและพัฒนาเมืองจนใหญ่โตสวยงามมีหอคอย มีกำแพงกั้นเมืองยาวและยิ่งใหญ่มากถึงขนาดให้รถศึกเทียมม้า 4 ตัววิ่งรอบกำแพงเมืองได้เลย
เพื่อเอาไว้ตรวจตราความสงบเรียบร้อย และป้องกันภัยที่จะมารุกรานเมืองแต่ก็ยังไม่มีใครสรุปในข้อเท็จจริงว่าจริงๆแล้วสูงแค่ไหนกันแน่และกว้างเท่าใดกันแน่
บางตำนานก็กล่าวว่าสวนบาบิโลนนี้เป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าที่มาจากจินตนาการของ
นักเขียนชาวกรีกและโรมันแต่เพียงเท่านั้น
ซึ่งเรื่องเล่านี้เปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของสวนลอยบาบิโลนแห่งนี้เท่ากับวิหารของเทพซุสกันเลยทีเดียว
ตำนานเล่าว่าสวนแห่งนี้อุดมไปด้วยพืชพันธุ์ไม้ พฤกษาชาติ นานาพันธุ์
เพื่อให้ความร่มรื่นและชุ่มชื้น เปรียบดั่งสรวงสวรรค์ท่ามกลางทะเลทรายที่ร้อนจัด

พ่อค้าแม่ค้า ผู้คนสัญจรที่ผ่านไปมาสามารถมองเห็นสวนนี้แต่ระยะไกล
และมาพักผ่อนพึ่งพิงให้หายเหนื่อยก่อนเดินทางต่อได้เป็นอย่างดี