วัดภูเขาทองวัดเก่าแก่ของ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    วัดภูเขาทองวัดเก่าแก่ สำหรับในบทความนี้เราจะพาไปชมความสวยงามและประวัติความเป็นมาของวัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งวัดแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญของจังหวัดเลยก็ว่าได้เนื่องจากว่าวัดแห่งนี้นั้นนับได้ว่าเป็นโบราณสถานที่มีความเก่าแก่

และยังคงความสวยงามเอาไว้ซึ่งหากใครก็ตามที่ต้องการไปชมความสวยงามของวัดแห่งนี้หรือไปศึกษาข้อมูลประวัติความเป็นมาของวัดเหล่านี้นั้นจะสามารถมองเห็นวัดแห่งนี้โดดเด่นในระยะไกลได้เลยทีเดียว

          สำหรับวันที่เรากำลังพูดถึงนั้นก็คือวัดภูเขาทองซึ่งวัดภูเขาทองที่นี่ไม่ใช่วัดภูเขาทองที่อยู่ในกรุงเทพฯลักษณะศิลปะของการก่อสร้างหรือรูปแบบของการก่อสร้างนั้นก็ไม่เหมือนกันเนื่องจากว่าวัดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นเน้นการก่อสร้างในรูปแบบของสีขาวบริสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นบันไดทางขึ้น

หรือแม้แต่ตัวเจดีย์ด้านบนสุดก็มีการนำสีขาวมาทาเอาไว้ทำให้วัดแห่งนี้นั้นมีความโดดเด่นเป็นอย่างมากและที่สำคัญพื้นที่โดยรอบของวัดภูเขาทองแห่งนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยท้องทุ่งนาทำให้สีขาวยิ่งโดดเด่นท่ามกลางสีเขียวของนาข้าวนั่นเอง 

       สำหรับความเป็นมาของวัดแห่งนี้ว่ากันว่าสร้างขึ้นมาจากพระเจ้าบุเรงนองซึ่งเป็นกษัตริย์ในสมัยโบราณที่ได้ยกทัพมารุกรานกรุงศรีอยุธยาของไทยและในการรบครั้งนั้นก็มีการชนะศึกสงครามจึงได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานว่าครั้งหนึ่งนั้น

พระเจ้าหงสาวดีเคยได้มารบแล้วชนะกรุงศรีอยุธยานั้นเองว่ากันว่าสร้างช่วงประมาณปีพ.ศ 2112  ดังนั้นจะเห็นได้ว่ารูปแบบของการก่อสร้างนั้นจะมีความคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมของมอญพม่าเลยทีเดียว 

                สำหรับเจดีย์ที่มีการบูรณะขึ้นมาใหม่นี้มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 90 เมตร   ที่นี่เป็นสถานที่ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมากมักจะเดินทางมากราบไหว้บูชาและมาขอพรเนื่องจากว่ามีความเชื่อกันว่าวัดภูเขาทองแห่งนี้แต่เดิมนั้นเคยเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเคยมีการมาทำพิธีทางศาสนาที่นี่นอกจากนี้ปัจจุบันก็ยังมีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ไว้ที่บริเวณด้านหน้าของตัววัดด้วย

          ดังนั้นถ้าหากใครต้องการขอพรพระนเรศวรก็มักจะมาขอบนบานศาลกล่าวที่บริเวณนี้ซึ่งจะเห็นได้จากว่าทางเข้าหน้าวัดนั้นจะมีรูปปั้นไก่เป็นจำนวนมากโดยชาวบ้านนำมาแก้บนหลังจากที่บนบานศาลกล่าวเราได้ตามที่ขอแล้วซึ่งมีประวัติความเป็นมาว่าพระนเรศวรนั้นชื่นชอบไก่ชนเป็นอย่างมากดังนั้นสิ่งที่นำมาแก้บนก็คือเป็นรูปปั้นไก่ชนนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.    ufabet

1 พฤษภาคม ค.ศ 1884 เกิดวันแรงงานครั้งแรกของโลก

          วันแรงงานครั้งแรกของโลก เชื่อว่าหลายคนคงต่างก็เฝ้ารอคอยเพื่อจะให้ถึงวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเพราะวันดังกล่าวนั้นประชาชนทุกคนที่อยู่ในวัยทำงานจะสามารถหยุดพักได้และการหยุดพักนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถูกหักเงินจากนายจ้างอีกด้วยแต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าวันดังกล่าวจะเป็นวันที่กลุ่มคนทำงานสามารถหยุดพักได้แต่อันที่จริงแล้ว

ยังคงมีบางบริษัทที่ยังคงให้พนักงานของตนเองทำงานอยู่และเป็นการจ่ายเงินโอทีให้เป็น 2 เท่าแทนซึ่งวันดังกล่าวนั้นเราเรียกกันว่าวันแรงงานนั่นเองถือว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของทุกประเทศเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังเป็นวันที่บรรดาพนักงานทั้งหลายต่างก็เฝ้ารอคอยที่จะให้มาถึงเร็ว 

       สำหรับในบทความนี้เราจะมีการพูดถึงจุดเริ่มต้นของการเกิดวันแรงงานว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไรซึ่งเชื่อว่าหลายคนนั้นคงเคยอ่านประวัติกันมาบ้างแล้วแต่ก็ยังมีบางคนที่อาจจะยังไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วมันเรื่องงานนั้นจุดเริ่มต้นมาจากสาเหตุอะไรดังนั้นในบทความนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องนี้กันนั่นเองสำหรับต้นกำเนิดของการเกิดวันแรงงานนั้นมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา

         ซึ่ง ในช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นยุคของอุตสาหกรรมที่คนนั้นจะต้องมีการทำงานโดยทำงานควบคู่ไปกับเครื่องจักรซึ่งแน่นอนว่าเมื่อคนเห็นเครื่องจักรทำงานก็จะรู้สึกว่ามันเป็นเครื่องจักรที่ไม่มีความรู้สึกสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแต่พวกเขาที่เป็นคนนั้นเหนื่อยได้และการทำงานหนักโดยที่ไม่มีสวัสดิการใดๆก็ทำให้พวกเขานั้นอยากจะออกหาข้อเรียกร้องให้กับตนเอง

           ดังนั้นพวกเขานั้นจึงจะคุยกับนายจ้างว่าต้องการเงินเดือนหรือสิทธิประโยชน์เพิ่มมากขึ้นแต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ. ufabet  จากนายจ้างดังนั้นกลุ่มลูกจ้างเหล่านี้จึงได้มีการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิให้กับตนเองโดยมีการเรียกร้องออกไปว่าพวกเขาต้องการที่จะทำงานแค่เพียงวันละ 8 ชั่วโมง เพียงเท่านั้น

        นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขอื่นๆอีกมากมายที่มีการเสนอไปยังไงก็ตามถึงจะมีการเรียกร้องออกมาจากกลุ่มลูกจ้างแต่ก็เป็นเพียงแค่กลุ่มลูกจ้างกลุ่มน้อยทำให้นายจ้างนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักจนลูกจ้างต่างก็พากันรวมตัวกันกลายเป็นชุมนุมครั้งใหญ่และนัดเจอกันที่จัตุรัสเคมาร์เก็ตหลังจากนั้นก็มีการปะทะกันระหว่างผู้คนงานด้วยกันจนในที่สุดก็มีผู้เสียชีวิตและเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องมาระงับเหตุในการชุมนุมในครั้งนี้ 

    ซึ่งจะเกิดการประท้วงในวันดังกล่าวนั้นเองที่ทำให้สามารถเจรจาต่อรองกับทางรัฐบาลได้เป็นผลสำเร็จแล้ววันที่มีการเจรจาต่อรองและได้รับการพิจารณาจากรัฐบาลเป็นผลสำเร็จนั้นก็คือวันที่ 1 เดือนพฤษภาคมนั้นเองดังนั้นจึงได้มีการกำหนดว่าวันนี้จะเป็นวันแรงงานสากลที่พวกแรงงานทั้งหลายไม่จำเป็นที่จะต้องไปทำงานและไม่ต้องถูกหักวันลาไม่ถูกหักเงิน

สิ่งมหัศจรรย์ในยุคโบราณคืออะไร

      เชื่อว่าถ้าหากพูดถึงสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนั้นหลายคนคงรู้จักชื่อเสียงกันมาบ้างว่ามีอะไรแต่คุณรู้หรือไม่ว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนั้นมีหลายยุคซึ่งแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 อยู่ด้วยกันนั่นก็คือยุคสมัยโบราณรวมถึงยุคสมัยกลางและยุคสมัยปัจจุบันนั่นเอง

       แน่นอนว่าก่อนจะมีสิ่งมหัศจรรย์ในยุคปัจจุบันที่เรารู้จักกันอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นกำแพงเมืองจีนหรือแม้แต่ถ้าจะมาหางานรวมถึงโคลีเซียมและอื่นๆอีกมากมายนั้นทั้งหมดนี้เป็นเพียงที่เรารู้จักแน่ชัดว่ามีการถูกสร้างขึ้นมาเท่านั้นต่อจากนี้ยังมีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณที่เกิดขึ้นและยังคงหลงเหลือเป็นซากปรักหักพังให้เราได้เห็นและที่สำคัญนั้นมันดูลึกลับและเกือบออกไปทางแนวปรัมปราหรือหนังไซไฟอีกด้วย

         เพราะถึงแม้ว่าซากที่เหลือให้เราเห็นอยู่นั้นมันก็ทำให้เราไม่มีหลักฐานยืนยันได้เลยว่าสถานที่ต่างๆเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไรหรือบางสถานที่ที่มีการพูดถึงว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในยุคโบราณปัจจุบันก็ไม่มีให้เห็นแล้วอย่างเช่นสวนลอยของกรุงบาบิโลนซึ่งมันทำได้เพียงแค่ดูจากในตำราเท่านั้นทำให้เราไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วสถานที่ต่างๆเหล่านี้เคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่

         สำหรับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณนั้นจะอยู่ในช่วงประมาณ 5000 ปีก่อนคริสตกาลไปจนถึงปีคริสตศักราช 500 โดยเรื่องราวของสิ่งเหล่านี้จะถูกพบเป็นครั้งแรกในงานเขียนของกวีชาวกรีกนามว่า contra แห่งไซดอนซึ่งนับได้ว่าเป็นการจัดทำบัญชีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเป็นบัญชีแรกของมนุษยชาติอีกด้วยแต่ส่วนใหญ่เป็นสิ่งก่อสร้างในแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก

 

         ซึ่งหลายคนมีกล้ามว่าสาเหตุที่มีการบันทึกเอาไว้เฉพาะแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกก็เพราะว่าในยุคสมัยนั้นน่าจะยังไม่มีเรือที่จะสามารถเดินทางไปยังทวีปอื่นๆได้จึงทำให้ excited นั้นไม่สามารถค้นพบได้ว่าในสถานที่อื่นๆนั้นก็มีสิ่งมหัศจรรย์เช่นเดียวกันจึงระบุไว้เพียงแค่ 7 สถานที่แห่งนี้นั่นเอง

      ซึ่งสิ่งมหัศจรรย์ในยุคโบราณที่มีการพูดถึงการก็ได้แก่พีระมิดแห่งกีซารวมถึงสวนลอยบาบิโลน สล็อต ufabet เว็บตรง  นอกจากนี้ยังมีมหาวิหารอาร์ทิมิสและยังมีเทวรูปซูสที่โอลิมเปียรวมถึงเทวรูปโคโลสซูสแห่งเกาะโรดส์และสุสานแห่งฮาลิคาร์นัสเซิสนัดรวมถึงประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย 

      ถ้าหากใครอยากที่จะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งก่อสร้างทั้ง 7 แห่งนี้รวมถึงรูปร่างหน้าตาว่าสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7 สิ่งในยุคโบราณนั้นมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรก็สามารถค้นหาข้อมูลจากในตำราเรียนหรือแม้แต่ทางอินเตอร์เน็ตได้เพราะถึงแม้ว่าจะผ่านมาหลายยุคหลายสมัยแล้วของจริงอาจจะไม่มีให้เห็นแล้วแต่ยังคงมีภาพที่มีการวาดเอาไว้จากจินตนาการหรือตามคำบอกเล่าในตำราที่กวีชาวกรีกได้มีการเขียนเอาไว้นั่นเอง

หายนะกำลังมา รัฐเซียทดสอบเรือดำน้ำยักษ์ล้างโลก

ซึ่งวันนี้เรามีประเด็นหนึ่งที่จะมาพูดถึงกันเกี่ยวกับหายนะของมนุษยชาติหรือว่าโลกใบนี้หรือที่เราเรียกกันว่าวันโลกาวินาศ รัฐเซียทดสอบเรือดำน้ำยักษ์ล้างโลก ถ้าเป็นไปตามคำทำนายของอิยีปต์โบราณ เขาได้มีการทำนายว่าโลกของเรานั้นมันจะเกิดโรคระบาดมันจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วมันจะมีความรุนแรง

เหมือนกับที่เราพบเจอกับไวรัสโควิด-19ในเวลานี้และในทางเดียวกันโลกของเรานั้นก็จะเจอภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มันรุนแรงแล้วก็สม่ำเสมอเราจะสังเกตเห็นว่า1-3ปีที่ผ่านมาเราเจอโรคระบาดอย่างโควิด-19อย่างทั่วถึงบนดลกใบนี้ไม่เจาะจงว่าเป็นประเทศใดประเทศหนึ่ง

นอกจากนี้พอมาถึงภัยธรรมชาติคุณก็จะสังเกตเห็นว่าในช่วงเวลานี้มันเกิดน้ำท่วมหนักภูเขาไฟระเบิดแล้วมันก็ถี่มากขึ้นเรื่อยๆในช่วง1-2ปีที่ผ่านมา แต่ว่าสิ่งที่มันจะตามมาอีกอันดับที่สามก็คือเรื่องของสงคราม ถ้าเป็นคำทำนายของอียิปต์โบราณเขาบอกว่ามันมีความเป็นไปได้ที่มนุษย์นั้นจะก่อเกิดสงครามขึ้นมา

แต่ว่าสงครามที่มนุษย์นั้นมีการทำให้มันเกิดขึ้นมามันจะกลายเป็นสงครามล้างโลกเราก็จะสังเกตเห็นข่าวอีกว่าในช่วงนี้มหาอำนาจแต่ละฝั่งต่างก็มีการแสงดความเคลื่อนไหวทางทหารเป็นพิเศษต่างฝ่ายต่างก็มีการสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์กันมากขึ้นแล้วมีการโชว์ของกันมากขึ้น

โดยใครหลายคนก็บอกว่าไม่อยากให้มันเกิดเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาแต่ว่าประเด็นดังกล่าวก็ไม่อาจะที่จะตัดลงได้เพราะว่ามหาอำนาจต่างก็ต้องการสร้างอาวุธทำลายล้างสูง เมื่อไม่นานมานี้ทางฝั่งของรัฐเซียนั้นได้มีการคลาดการณ์ว่าจะมีการทดสอบเรือดำน้ำวันโลกาวินาศภายในสิ้นปีนี้อย่างCOเซฟมาร์ท

ได้มีการกล่าวว่าจะมีการนำเรือดำน้ำ ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดและจะมีการสิ้นสุดการทดสอบภายในสิ้นปีนี้และนี่เป็นคำแถลงและได้กล่าวอีกว่าเรือดำน้ำมีจุดประสงค์พิเศษระดับชั้นออซก้าสองอยู่ในเงามืดของเบโกรอทรวมถึงเรือดำน้ำนิวเคลียร์ก็จะมีการทดสอบในระดับบประเทศให้เสร็จสิ้นก่อนสิ้นปีนี้

ซึ่งเรือเหล่านี้จะมีการออกแถลงอีกหลายครั้งเพื่อทำการทดสอบรวมถึงที่โรงงานและในประเทศที่จะมีการดำเนินการทั้งหมดบนเรือดำน้ำเป็นไปตามกำหนดเรือรบของรัฐเซียนั้นจะทำงานได้ดีและยืนยันข้อกำหนดของพวกเขา ซึ่งเป็นระยะเวลาน้อยกว่าหนึ่งปีหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

โดยมันอาจจะอยู่ในสภาพที่ไม่เสร็จสมบูรณ์เกือบทศวรรษในปี2010รัฐเซียจึงได้มีการเริ่มวางแผนและมีการเปลี่ยนแปลงเรือดำน้ำลำนี้ให้เป็นเรือดำน้ำโรคงการพิเศษ

 

สนับสนุนโดย    ufabet บาคาร่าออนไลน์

การพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

ซึ่งหากพูดถึงการที่มนุษย์ได้รบกับสัตว์แล้วมนุษย์พ่ายแพ้ หลายคนน่าจะไปนึกถึงสัตว์ร้ายอะไรต่างๆ การพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ อย่างหนึ่งเช่น เสือ กระทิง หมี หรือว่าไปนึกถึงสัตว์ใหญ่ๆอย่างช้างแต่จริงๆแล้วสัตว์ที่มนุษย์ไปรบด้วยแล้วก็พ่ายแพ้ยับคือ นก มันไม่ใช่นกที่ธรรมดามันเป็น นกEmu bird 

โดยมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปออสเตรเลียจะอาศัยอยู่บริเวณออสเตรเลียตอนกลางแล้วทีนี่ถามว่ามนุษย์ไปรบกับนกEmu birdได้อย่างไงมีอะไรเกิดขึ้นต้องย้อนกลับไปถึงประวัติศาสตร์ของออสเตรเลียเลยต้องบอกเลยว่ามีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์โลก

เพราะว่าเราเล่าเรื่องการต่อสู้นกกับคนแต่ก็ยังมีประวัติศาสตร์เข้ามาร่วมด้วยถามว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงไหนของมนุษยชาติมันเกิดขึ้นปีค.ศ.1932 แต่ก่อนที่เราจะไปพูดถึงปีค.ศ.1932เราจะพูดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นก่อนโดยเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากกับประวัติศาสตร์โลกนั่นก็คือสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั่นเองโดยเป็นสงครามครั้งยิ่งใหญ่

การพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ดังนั้นมันได้ทำให้เกดผลกระทบต่างๆไปทั่วโลกปรากฎว่าในช่วงปี1918เป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้สิ้นสุดลงแน่นอนว่าพอสงครามสิ้นสุดแต่ละคนก็จะเดินทางกลับบ้านโดยเฉพาะพวกทหารที่มีเยอะมากๆที่มารบอยู่ในยุโรปถ้าหากออสเตรเลียก็มีการเดินทางกลับมาบ้านที่ออสเตรเลียพร้อมกับอาชีพที่หายไปเพราะว่าไม่มีการสู้รบแล้วรวมไปถึงอีกกลุ่มนึงก็คือพวกทหารผ่านศึกก็คืออังกฤษ

นอกจากนี้ก็ได้ย้ายมาที่ออสเตรเลียแน่นนอนว่ารัฐบาลออสเตรเลียในสมัยนั้นก็จะต้องมีการจัดสรรที่ทำกินอะไรต่างๆให้เพราะว่าพวกนี้ไม่ได้มีอาชีพเหมือนเดิมแล้วเพราะในตอนสงครามโลกมันจะต้องมีการเกณฑ์ทหารที่เยอะมากๆรัฐบาลออสเตรเลียได้สมัยนั้นก็มีการจัดสรรคที่ดินทำกินให้กับทหารผ่านศึกในบริเวณที่เรียกว่าWest Australiaตะวันตก

ซึ่งในบริเวณนั้นในยุตสมัยนั้นถือว่าเป็นที่ดินรกร้างยังไม่มีคนมาอาศัยอยู่และยังเป็นที่ดินผืนใหญ่มากโดยทหารผ่านศึกที่ได้รับการจัดสรรคที่ดินให้ไปอยู่ออสเตรเลียตะวันตกก็มีประมาณ5,000นายด้วยกันเรียกได้ว่าก็เยอะอยู่พอสมควรแล้วถามว่าพอได้รับการจัดสรรคที่ดินไปแล้วเขาเอาไปทำอะไรกัน

เพราะฉะนั้นแน่นอนแล้วว่าก็จะต้องนำเอาไปทำพวกเกษรตกรอะไรต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาจะทำอย่างนึงนั่นก็คือการปลูกทุ่งข้าวสาสีนั่นเองเรียกได้ว่ามีทุ่งข้าวสาสีเกิดขึ้นบริเวณนั้นอมย่างไรก้ตามในการเพาะปลูกบริเวณนั้นมันก็มีปัญหาอยู่เหมือนกันปี1929ก็มีเหตุการณ์นึงที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือมันเกิดความแห้งแล้งเกิดขึ้นและเศรษฐกิจก็ดันมาตกต่ำหลังสงครามโลกเป็นผลกระทบไปทั่วโลก

 

สนับสนุนโดย.   Ufabet เข้าสู่ระบบ

ตำนาน การบวชนาค

       ในทางพระพุทธศาสนานั้นหากใครก็ตามที่จะต้องมีการบวชเรียนเป็นพระสงฆ์ก็จะต้องมีการผ่านการบวชเป็นนาคเสียก่อน ซึ่งการบวชเป็นนาคนั้น มีที่มาที่ไปเช่นเดียวกัน โดยมีตำนานเล่าสืบต่อต่อกันมาเกี่ยวกับที่มาของคำว่าบวชนาค วันนี้เราจะมาพูดถึงที่มานี้กันว่าเหตุใดถึงมีคำว่าบวชนาค  ว่ากันว่าในสมัยอดีตกาล มีพญานาคตนหนึ่งเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา

และไม่ชอบชาติกำเนิดของตัวเองที่เกิดมาเป็นพญานาค ดังนั้น พญานาคตัวดังกล่าวอยากจะหาทางทำให้ตัวเองนั้นกลายเป็นมนุษย์ในชาติต่อไปให้ได้ และมีความคิดว่าหากบวชพระถือศีลหมั่นทำความดีก็จะสามารถกลับมาเกิดเป็นคนได้จึงได้แปลงร่างกลายเป็นคนมาขอบวชเป็นพระ

ซึ่งบรรดาพระภิกษุทั้งหลายต่างก็ยินยอมบวชให้ เมื่อบวชแล้ว พญานาคตนนั้นก็ไปอาศัยอยู่กุฎิที่ลึกที่สุด แต่ต้องอาศัยอยู่กับพระสงฆ์อีกรูปหนึ่ง แต่ด้วยความที่พญานาคนั้นกลัวว่าตัวเองจะเผยร่างกายที่แท้จริงให้กับคนอื่นเห็น  จึงไม่เคยนอนหลับเวลาที่อยู่กับพระสงฆ์อีกรูปเลย แต่อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อพระสงฆ์องค์นั้นออกไปทำธุระข้างนอก พญานาคจึงได้นอนหลับ

แต่ปรากฏว่าพอหลับแล้วร่างกายที่แท้จริงของพญานาคก็แสดงออกมา เพราะจากร่างที่เคยเป็นพระสงฆ์ก็กลายเป็นพญานาคนอนหลับอยู่ และเมื่อพระสงฆ์อีกองค์กลับมายังกุฏิเปิดประตูมาเห็นพญานาคนอนอยู่ก็ตกใจร้องเอะอะเสียงดังโวยวายไปทั่ววัด ทุกคนต่างก็พากันวิ่งมาดูว่ามีเหตุการณ์อะไรขึ้นทางด้านพญานาคเองก็ตกใจตื่นเช่นเดียวกัน กลายร่างกลับไปเป็นพระภิกษุสงฆ์อีกครั้ง แต่ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้วเพราะมีคนเห็นร่างจริงกันหมดแล้ว พญานาคจึงได้ยอมรับว่าตนเองนั้นแปลงร่างมาเป็นคนเพราะต้องการบวชเป็นพระ

เพราะอยากจะให้ผลบุญนั้นส่งผลให้ชาติหน้านั้นเกิดเป็นคนได้เพราะไม่อยากเป็นพญานาค ด้วยความกลัว พระภิกษุทั้งหลายจึงพากันไปหาพระพุทธเจ้าเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พระพุทธเจ้าฟัง และให้ช่วยตัดสิน พระพุทธเจ้าจึงได้บอกกับพญานาคว่า ตัวพญานาคนั้นไม่สามารถบวชได้เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน

และถึงแม้จะบวชไปแล้วก็ไม่สามารถส่งผลให้เกิดเป็นคนในชาติต่อไปได้ แต่หากพญานาคอยากเกิดเป็นมนุษย์พระพุทธเจ้าแนะนำให้พญานาคใช้วิธีการถือศีลแทน ซึ่งศีลที่พญานาคถือนั้นให้ถือเป็นศีลแปด  และให้เน้นการปฎิบัติธรรมดีในวันที่ 8 ,  14 และ15 

โดยผลของการถือศีลนี้เองจะส่งผลให้พญานาคไปเกิดในภพภูมิใหม่แล้วได้เป็นคนอยากที่ใจต้องการนั่นเอง เมื่อพญานาคได้ยินดังนั้นก็เสียใจมาก จึงได้หนีหายไปนับแต่นั้นมา จึงมีการทำพิธีการบวชนาค ก่อนที่จะมีการบวชพระสงฆ์เพื่อเป็นการระลึกถึงพญานาคนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย   sa gaming บาคาร่า

ประวัติของตี๋ใหญ่

ตี๋ใหญ่เป็นโจรในตำนานที่มีการเล่าขานบอกต่อกันมา และเป็นโจรที่ทำให้บรรดาตำรวจปวดหัวมากที่สุด เพราะในการที่จะกุมตี๋ใหญ่ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย จนถึงขนาดทางการได้ตั้งค่าหัวไว้ 50000 บาทในสมัยนั้น เป็นจำนวนเงินที่ไม่ใช่น้อยเลย ค่าหัวของตี๋ใหญ่ และเมื่อถึงวันที่เค้าจบชีวิตลง ชื่อของเค้าก็ยังเป็นตำนานให้คนรุ่นหลังได้รู้จักเรื่องราวของตี๋ใหญ่ และได้มีคนนำมาสร้างเป็นละครและภาพยนตร์ อาจจะแต่งเติมไปบ้างเพื่อให้คนดูสนุกสนานมากขึ้น

ประวัติของตี๋ใหญ่

ชื่อเดิมของตี๋ใหญ่ คือชื่อ ประเสริฐ ช่างเขียน มีพี่น้องทั้งหมด6คน เกิดเป็นลูกชาวจีนและตี๋ใหญ่เป็นพี่คนโต พ่อของตี๋ใหญ่เคยเป็นอั้งยี่มาก่อนตอนที่อยู่เมืองจีน และได้หนีอพยพครอบครัวมาที่ไทย และได้มาอยู่ที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ได้มีอาชีพทำสวนปลูกผักผลไม้เป็นการสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว ในวัยเด็กนั้นตี๋ใหญ่เป็นคนขยัน เชื่อฟังพ่อแม่ และเป็นเด็กฉลาด เป็นคนมีไหวพริบดี แต่เพราะความที่บ้านยากจนมากตี๋ใหญ่จึงต้องออกจากโรงเรียนเพียงเรียนได้แค่ ป.4 เพื่อที่จะให้น้องๆได้เรียนต่อ

ส่วนตี๋ใหญ่ก็มาช่วยพ่อแม่ ทำสวนเก็บผักผลไม้ขายและชาวบ้านแถวดำเนินสะดวกนั้นจะชอบว่ายน้ำกันตั้งแต่เด็ก และตี๋ใหญ่ก็ว่ายน้ำเก่งและชอบเอาก้านบัวมาตัดเป็นหลอดใส่ปากไว้หายใจเมื่อเวลาดำน้ำลงไปและก็ได้ใช้วิธีนี้ในการหลบหนีตำรวจอีกวิธีหนึ่งเหมือนกัน แต่นิสัยจริงๆของตี๋ใหญ่เป็นคนขี้อาย และเมื่อโตเป็นหนุ่มก็ได้เข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพ และเมื่อเสร็จจากงานตอนกลางวันก็จะออกเที่ยวในยามค่ำคืนในสมัยนั้นมีซ่องโสเพณี เป็นประจำและได้ไปมีเรื่องกับเจ้าถิ่นโดนรุมทำร้ายเจ็บหนัก

และหลังจากเค้าได้รักษาแผลหายแล้วก็ได้ตั้งกลุ่มเพื่อนฝูงออกมาล้างแค้น จนกระทั่งชื่อเสียงในทางไม่ดีของตี๋ใหญ่ก็โด่งดังขึ้นมาเรื่อยๆ และตี๋หใญ่ได้ไปซื้อปืนมาหัดยิงจนเกิดความชำนาญและได้คิดการใหญ่ที่จะโคนล้มคนมีอำนาจมากกว่าแต่ก้อไม่มีเงินจึงต้องไปเป็นลูกวัดที่จังหวัดสมุทรสาครเป็นการชั่วคราว และเมื่อตี๋ใหญ่รวบรวมกำลังคนและของครบจึงได้ทำการปล้นครั้งแรกได้เงินไปหลายแสนบาท แต่ก็ไม่ได้ทำร้ายเจ้าของบ้านและตี๋ใหญ่ก้อได้ทำการปล้นอีกนับครั้งไม่ถ้วน

จนทางการต้องตั้งค่าหัว และวันหนึ่งตี๋ใหญ่ได้โดนตำรวจไล่ล่าอยู่นั้น ตี๋ใหญ่กับลูกน้องสามคนได้ขับรถกระบะไปเจอกับเจ้าหน้าที่และตี๋ใหญ่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตแต่ลูกน้องหนีไปได้ และบางคนได้ออกมาสันนิฐานว่าตี๋ใหญ่อาจจะโดนลูกน้องรอบฆ่าก็เป็นไปได้เพราะทางการต้องการแต่ตัวของตี๋ใหญ่ ถ้าตี๋ใหญ่ตายพวกเค้าก็รอด จึงได้เกิดมีการหักหลังกันเกิดขึ้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรี

ตำนานไอ้ไข่

เรื่องราวของตำนานไอ้ไข่นี้มีอยู่สองตำนานตำนานรากเกี่ยวกับว่ามีลูกชายของชาวบ้านคนหนึ่งเค้าชอบมาวิ่งเล่นที่วัดและเด็กชายคนนี้ก็สนิทกับเจ้าอาวาสของวัดนี้มีอยู่วันหนึ่งเด็กชายเรื่องเล่นใกล้ใกล้บอกแถวแถววัดเขาพลาดท่าตกลงไปในบ่อและจมน้ำเสียชีวิตซึ่งหลังจากนั้นทุกๆครั้ง

ในตอนเย็นบางทีเจ้าอาวาสของวัดก็จะเห็นเงาเด็กวิ่งเล่นพอเดินเข้าไปดูใกล้ใกล้ก็ไม่มีอะไร หรือบางครั้งจะเอาวาดก็จะได้ยินเสียงเด็กหัวเราะและเสียงเด็กวิ่งเล่นจะเอามาจริงคิดว่าคุณจะเป็นวิญญาณของเด็กคนนั้นและจังหวัดก็ตั้งชื่อให้เด็กคนนั้นว่าไอ้ไข่ ต่อมาเรามาดูอีกตำนานหนึ่งกันเลยค่ะตำนานหนึ่งคือท่าน เจ้าอาวาสนั้นมีวิญญาณของเด็กผู้ชายค่อยตามติดตัวนของท่าน ในตอนแรกชาวบ้านก็ไม่ค่อยจะเชื่อในเรื่องตำนานนี้เท่าไหร่นักแต่ก็มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น

ทำให้ชาวบ้านหลายคนหันมาเชื่อเรื่องราวของไอ้ไข่นั้นก็คือเคยมีทหารกลุ่มหนึ่งมาขอนอนที่วัดสักคืนสองคืนจะเอาวัตตาใจดีใจกว้างแล้วก็ให้พวกทหารมันนอนพักหลังจากนั้นเพียงไม่นานเท่านั้นไอ้ไข่ก็ออกมาแกล้งแต่ไอ้ไข่ไม่น่ากลัวนะคะไม่ได้ทำร้ายอะไรเขาเพียงแค่บางทีก็มาดึงขาให้ตกใจเล่นเล่นแขนให้ตกใจเล่นหรือบางคนถ้าเกิดว่าหลับอยู่ไอ้ไข่ ก็จะมาวิ่งเล่นเสียงดังแถวเตียงแล้วก็จะเอามือตบหัวของเราวันต่อมาเราทหารที่นอนพักอยู่ที่วัดทนไม่ไหวจึงได้ไปบอกกับชาวบ้านชาวบ้านก็บอกว่าอาจจะเป็นไอ้ไข่

หรือเปล่าชาวบ้านบอกว่าเวลาทำอาหารน่ะอย่าลืมเอาไปแบ่งเพื่อใช้เซ่นไหว้ให้กับเจ้าไข่ด้วยนะตอนแรกทหารก็ไม่เชื่อนักแต่เมื่อโดนไอ้ไข่หลอกไปบ่อยจริงได้ไปเอาของกินไปเซ่นไหว้และบางคนก็ซื้อของเล่นบังคับ ไปถวายให้กับไอ้ไข่หลังจากนั้นทุกๆคืนต่อมาไอ้ไข่ก็ไม่มาหลอกหลอน

และแกล้งทหารเหล่านั้นอีกเลยทำให้ชาวบ้านเริ่มมีความศรัทธาในตัวไอ้ไข่มากขึ้นหลังจากนั้นชาวบ้านก็เริ่มลองมาขอหวยจากรูปปั้นของไอ้ไข่ซึ่งทุกทุกคนก็บอกว่าไอ้ไข่ให้เลขเด็ดด้วยการไปเข้าฝันหรือทำให้มีเลข ปราก ขึ้นในสิ่งของหรือสิ่งของที่ใช้ในวัดต่างๆ

ซึ่งทุกคยก็ถูกหวยกันทั้งนั้นคะ ซึ่งชาวบ้านหลายหลายคนกำลังพลไปให้ตอนถูกหวยเพราะตอนถูกหวยคนหลายคนก็ทำมาแก้บนด้วยการจุดประทัดสิ่งที่หวัดดีจะอนุญาตให้ตัดประทับต้องสถานที่ด้านหลังของวัดซึ่งเราสามารถรู้ได้เลยว่าชาวบ้านแถวนั้นจะทักกันมากแค่ไหนเพราะเราจะเห็นเลยว่าตรงที่มีที่ริให้สามารถสำหรับที่จะจุดประทัดได้นั้นมีเศษทองประทัดกองเต็มอยู่ราวกับว่าเป็นภูเขาที่สูงชันใหญ่ยักษ์ใหญ่เต็มไปหมด           

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   gclub

ดงละครเมืองโบราณนครนายก

แว่วเสียงของมโหรีปี่พาทย์ จากเมืองลับแลที่ดงละคร จังหวัดนครนายก 

ความมืดทึบของต้นไม้ที่มีจำนวนมากที่เรียกว่าเมืองโบราณดงละคร ในพื้นที่ของจังหวัดนครนายกได้สร้างความน่าสะพรึงให้กับผู้คนที่ด้พบเห็นเป็นอย่างมาก ซึ่งในสมัยก่อนนั้นก็มากไปด้วยของความเชื่อและในคำบอกเล่าว่าในสถานที่แห่งนี้เป้นที่ตั้งของเมืองลับแลเสียงดนตรีปี่พาทย์ที่บรรเลงแว่วมากับสายลมในสำหรับคืนวันพระจึงได้ทำให้ขนลุกไปตามๆกันเพราะเชื่อว่ากันเสียงของดนตรีปริศนาที่ดังมาจากเมืองลับแลถึงแม้ในปัจจุบันกลิ่นอายของเมืองลับแลดงละครก็ยังมีกลิ่นคุงเต็มไปหมดอาถรรพ์ความศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนเมืองลับแล

ก็ยังคงก้องอยู่ในความรู้สึกสำหรับใครที่ได้เข้าสัมผัสก็จะรู้สึกได้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นพื้นที่ธรรมดาแน่ๆสำหรับเมืองโบราณดงละครซึ่งได้เป็นอีกหนึ่งแห่งที่ได้ร่ําลือกันว่าได้มีเมืองลับแลซ่อนอยู่และได้กล่าวกันว่าสำหรับในวันพระเมืองในยามโพล้เพล้ผู้คนนั้นมักจะได้ยินเสียงผู้คนทั้งผู้หญิงและผู้ชายและเด็กเล็กนั้นได้คุยกันและบางคืนก้จะเป้นเสียงของเครื่องดนตรีไทยของ มโหรี ปี่พาทย์ หรือได้กลิ่นดอกไม้หอมอบอวลออกมาจากข้างในป่ามีความเชื่อกันว่าต้องเป็นของคนชาวเมืองลับแลแน่ๆ ที่พวกเขากำลังจะเก็บดอกไม้นำมาบูชาพระนั่นเองเพราะเชื่อกันว่าในทุกๆวันพระนั้นประตูมิติที่เชื้อมกันระหว่างโลกมนุษย์และของเมืองลับแลจะถูกเปิดออก

ซึ่งจะทำให้มนุษย์นั้นอาจจะได้ยินเสียงบางอย่าหรือได้สัมผัสกับเสียงบางอย่างที่มีความลี้ลบเหล่านี้ได้  ซึ่งชาวบ้านในละแวกนี้ได้มีความเชื่อกันมาแต่เดิมว่าบริเวณที่ดงละครนั้นได้เป็นที่ตั้งของเมืองลับแลที่มนุษย์นั้นไม่อาจสามารถที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อลักษณะในการแต่งกายของคนชาวเมืองลับแลนั้นจะคล้ายกับของคนมนุษย์ในกานทำไร้ไถนาหรือเลี้ยงสัตว์หรือทำหัตถกรรมต่างๆ สำหรับที่มาที่ไปของชื่อดงละครก็ได้มาจากตำนานพื้นบ้านที่ได้เล่าขานกันมาว่าในคืนวันเพ็ญชาวบ้านในแถวนั้นมักจะได้ยินเสียงของปี่พาทย์แว่วดังมาตามป่ามาเรื่อยๆ

แต่ก็ไม่สามารถหาสาเหตุของต้นตอมาได้ว่าเสียงนั้นมันดังมากจากที่ใดทำให้ชาวบ้านขานนามว่าดงละคร คือ ดงที่มีเสียงละครนั่นเอง ตามความเชื่อของชาวบ้านถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่น่าสนใจ และทำให้เรื่องราวโด่งดังจนมีการเล่าขานโดยปากต่อปากเป็นเวลายาวนานมาจนถึงทุกวันนี้

 

ขอบคุณ วิธีเล่นบาคาร่าให้ได้เงิน ผู้ให้การสนับสนุนเรื่องราว

เรื่องเหล้าเมืองลับแล

คุณรู้หรือไม่ว่าในประเทศไทยเรานั้นก็มีเมืองลับแลจากเรื่องเหล่าสมัยแต่ก่อนให้เรานั้นได้ฟังและได้ศึกษาหาความรู้กันซึ่งจริงๆแล้วก็ยังไม่มีใครรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับเมืองลับแลมากนักซึ่งเมืองลับแลนั้นมีเรื่องราวลึกลับมากมายที่เราไม่รู้และเราเองก็ยังไม่รู้อีกว่าเมืองลับแลแต่ละที่นั้นมีอยู่ที่ไหนบ้างและมีอยู่ในจังหวัดอะไร

วันนี้เรามีเรื่องราวเมืองลับแลมาบอกกล่าวให้ฟังกัน

เมืองลับแลเขาวังสะดึง ในพื้นที่ ต.เขาแร้ง อ.เมือง จ.ราชบุรี

เดิมทีที่เขาวังสะดึงทางด้านทิศตะวันออกจะมีปากถ้ำและซึ่งในปัจจุบันจะมีแผ่นหินแผ่นใหญ่มากที่คอยเปิดด้านปากถ้ำอยู่ด้สนหน้าและผู้คนนั้นก็ไม่สามารถที่จะพยายามเข้าไปในถ้ำได้ในแนะที่แห่งนั้นจึงได้มีประวัติได้เหล่าต่อๆกันมาว่าซึ่งเป็นที่อาศัยสำหรับของชาวเมืองลับแลซึ่งชาวเมืองลับแลจะมีรูปร่างสันทัดคล้ายเมืองอย่างกับคนไทยโดยทั่วไปซึ่งในการแต่งกายนั้นก็เหมือนกับคนไทยในสมัยยุคโบราณและจะมีภาษาในการพูดนั้นที่แตกต่างไปจากคนไทยในส่วนของชาวบ้านนั้นที่พักอาศัยอยู่แถวบริเวณไกล้ๆถ้ำเขาเหล่าว่าเขามักจะได้ยินเสียงดนตรีไทยประเภคของวงปี่พาทย์

ได้ดังแผ่วๆของมาจากข้านในถ้ำลับแลแต่ก็ไม่สามารถหาแหล่งที่เสียงนั้นดังออกมาได้ซึ่งคนเฒ่าคนแก่ก็ได้เหล่าถึงเรื่องเมืองลับแลต่อกันมาว่าซึ่งในสมัยก่อนเราจะเห็นคนในเมืองลับแลก็ต่อเมื่อช่วงเวลาไกล้ๆค่ำและในชาวเมือลับแลจะออกมาอานน้ำที่อยู่ในสระน้ำที่อยู่ด้านหน้าของเขาวังสะดึงหรือที่เรียกว่าสระพังสำหรับภายในถ้ำนั้นก่อนที่ถูกปิดชาวเมืองลับแลจะวางข้าวของเครื่องใช้ต่างๆเอาไว้ทุกอย่างโดยเฉพาะพวกถ้วยจานเครื่องครัวต่างๆเมื่อชาวไทยในเขตพื้นนั้น

ได้มีงานมงคลชาวบ้านนั้นก็จะขอเข้ามายืมถ้วยจานเครื่องครัวเพื่อจะนำมาใช้หลังจากนั้นเมื่อเสร็จงานมงคลแล้วก็จะนำมาคืนแต่แล้วซึ่งมาในตอนภายหลังเมื่อชาวบ้านนั้นเมื่อได้ยืมเอาไปใช้แล้วและไม่นำกลับมาคืนจึงทำให้คนในเมืองลับแลเกิดอาการความเบื่อหน่ายที่ไม่ยอมเอาเครื่องครัวถ้วยจานนั้นมาคืนคนในเมืองลับแลก็จึงได้นำหินนั้นเอามาปิดด้านหน้าของถ้ำเขาวังสะดึงจากนั้นก็ไม่ออกมาติดต่อกลับภายนอกอีกเลย

เรื่องที่น่าสนใจไม่ใช่แค่เมืองลับแลเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวอื่นๆที่น่าสนใจอยู่อีกมากมาย

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  วิธีเล่นบาคาร่าให้รวย