การพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

ซึ่งหากพูดถึงการที่มนุษย์ได้รบกับสัตว์แล้วมนุษย์พ่ายแพ้ หลายคนน่าจะไปนึกถึงสัตว์ร้ายอะไรต่างๆ การพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ อย่างหนึ่งเช่น เสือ กระทิง หมี หรือว่าไปนึกถึงสัตว์ใหญ่ๆอย่างช้างแต่จริงๆแล้วสัตว์ที่มนุษย์ไปรบด้วยแล้วก็พ่ายแพ้ยับคือ นก มันไม่ใช่นกที่ธรรมดามันเป็น นกEmu bird 

โดยมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปออสเตรเลียจะอาศัยอยู่บริเวณออสเตรเลียตอนกลางแล้วทีนี่ถามว่ามนุษย์ไปรบกับนกEmu birdได้อย่างไงมีอะไรเกิดขึ้นต้องย้อนกลับไปถึงประวัติศาสตร์ของออสเตรเลียเลยต้องบอกเลยว่ามีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์โลก

เพราะว่าเราเล่าเรื่องการต่อสู้นกกับคนแต่ก็ยังมีประวัติศาสตร์เข้ามาร่วมด้วยถามว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงไหนของมนุษยชาติมันเกิดขึ้นปีค.ศ.1932 แต่ก่อนที่เราจะไปพูดถึงปีค.ศ.1932เราจะพูดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นก่อนโดยเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากกับประวัติศาสตร์โลกนั่นก็คือสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั่นเองโดยเป็นสงครามครั้งยิ่งใหญ่

การพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ดังนั้นมันได้ทำให้เกดผลกระทบต่างๆไปทั่วโลกปรากฎว่าในช่วงปี1918เป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้สิ้นสุดลงแน่นอนว่าพอสงครามสิ้นสุดแต่ละคนก็จะเดินทางกลับบ้านโดยเฉพาะพวกทหารที่มีเยอะมากๆที่มารบอยู่ในยุโรปถ้าหากออสเตรเลียก็มีการเดินทางกลับมาบ้านที่ออสเตรเลียพร้อมกับอาชีพที่หายไปเพราะว่าไม่มีการสู้รบแล้วรวมไปถึงอีกกลุ่มนึงก็คือพวกทหารผ่านศึกก็คืออังกฤษ

นอกจากนี้ก็ได้ย้ายมาที่ออสเตรเลียแน่นนอนว่ารัฐบาลออสเตรเลียในสมัยนั้นก็จะต้องมีการจัดสรรที่ทำกินอะไรต่างๆให้เพราะว่าพวกนี้ไม่ได้มีอาชีพเหมือนเดิมแล้วเพราะในตอนสงครามโลกมันจะต้องมีการเกณฑ์ทหารที่เยอะมากๆรัฐบาลออสเตรเลียได้สมัยนั้นก็มีการจัดสรรคที่ดินทำกินให้กับทหารผ่านศึกในบริเวณที่เรียกว่าWest Australiaตะวันตก

ซึ่งในบริเวณนั้นในยุตสมัยนั้นถือว่าเป็นที่ดินรกร้างยังไม่มีคนมาอาศัยอยู่และยังเป็นที่ดินผืนใหญ่มากโดยทหารผ่านศึกที่ได้รับการจัดสรรคที่ดินให้ไปอยู่ออสเตรเลียตะวันตกก็มีประมาณ5,000นายด้วยกันเรียกได้ว่าก็เยอะอยู่พอสมควรแล้วถามว่าพอได้รับการจัดสรรคที่ดินไปแล้วเขาเอาไปทำอะไรกัน

เพราะฉะนั้นแน่นอนแล้วว่าก็จะต้องนำเอาไปทำพวกเกษรตกรอะไรต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาจะทำอย่างนึงนั่นก็คือการปลูกทุ่งข้าวสาสีนั่นเองเรียกได้ว่ามีทุ่งข้าวสาสีเกิดขึ้นบริเวณนั้นอมย่างไรก้ตามในการเพาะปลูกบริเวณนั้นมันก็มีปัญหาอยู่เหมือนกันปี1929ก็มีเหตุการณ์นึงที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือมันเกิดความแห้งแล้งเกิดขึ้นและเศรษฐกิจก็ดันมาตกต่ำหลังสงครามโลกเป็นผลกระทบไปทั่วโลก

 

สนับสนุนโดย.   Ufabet เข้าสู่ระบบ

ประวัติหลวงปู่ทวด

เชื่อว่าถ้าเป็นคนยุคเก่าคงจะรู้จักหลวงปู่ทวดฉันเป็นอย่างดีหรือแม้แต่คนยุคปัจจุบันที่นิยมกันเล่นพระก็น่าจะรู้ถึงอิทธิฤทธิ์ของหลวงปู่ทวดได้เป็นอย่างดีโดยมีการเล่าขานสืบต่อกันมาประวัติของหลวงปู่ทวดที่ท่านมีอิทธิฤทธิ์ในการเหยียบน้ำทะเลจืดวันนี้เราจะมาเล่าประวัติของหลวงปู่ทวดตั้งแต่เกิดจนท่านโด่งดังมีชื่อเสียงมาถึงปัจจุบันนี้ 

       สำหรับหลวงปู่ทวดนั้นท่านเกิดมาในฐานะครอบครัวที่ยากจนพ่อแม่ต้องไปเฝ้าไร่เพื่อทำกินในช่วงที่ท่านยังเป็นเด็กทารกนั้นพ่อกับแม่ได้พาท่านไปเลี้ยงที่นาด้วยมีอยู่วันหนึ่งแม่ได้ผูกแปลให้ท่านนอนอยู่ใต้ต้นไม้แล้วพ่อกับแม่ก็ไปทำนาหลังจากนั้นเมื่อแม่เดินกลับมาดูท่านไม่ต้องตกใจเป็นอย่างมากเพราะในเปลนอกจากจะมีท่านแล้วยังมีงูตัวใหญ่ตัวหนึ่งมันกำลังบทรัดตัวท่านอยู่พร้อมกับชูคอแผ่แม่เบี้ยจ้องมองไปที่ท่าน

ซึ่งในขณะตัวท่านเองที่กำลังเป็นเด็กทารกเรามองจ้องไปที่งูเช่นเดียวกันโดยที่หลวงปู่ทวดไม่ได้มีการร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวแต่อย่างใด ด้วยความที่แม่ตกใจกลัวจึงวิ่งตามคนไปช่วยซึ่งบริเวณนั้นก็มีทั้งพ่อและชาวบ้านคนอื่นๆที่กำลังทำงานกันอยู่ต่างก็พากันมาดูแต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะไล่งูตัวนั้นออกไปสักพักก็มีชาวบ้านคนหนึ่งได้บอกกับพ่อและแม่ของหลวงปู่ทวดว่างูตัวดังกล่าวอาจจะเป็นงุูเจ้าที่ให้ลองเอาธูปมาจุดไหว้แล้วขอให้งูออกไปจากตัวเด็ก

ซึ่งหลังจากที่พ่อกับแม่จุดธูปบอกกล่าวงูแล้วเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากที่หลังจากนั้นงูตัวนั้นก็ได้เลยออกจากร่างหลวงปู่ทวดไป หลังจากงูไปแล้วแม่จึงเข้าไปดูหลวงปู่ทวดซึ่งพบว่าในเปลมีลูกแก้วอยู่ในเปลด้วยและบริเวณร่างกายของหลวงปู่ทวดก็ไม่มีร่องรอย ของการถูกงูกัดใดๆเลย ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้เป็นที่กล่าวขานแก่คนทั่วไปจนทำให้เจ้าของที่นาที่พ่อกับแม่ของหลวงปู่ทวดเช่าที่นาอยู่อยากได้ลูกแก้วดังกล่าวจึงได้มาบังคับเอาลูกแก้วไปแต่เมื่อเศรษฐีคนดังกล่าวได้ลูกแก้วไปแล้วก็เกิดอาเพศขึ้นกับตนเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเจ็บป่วยหรือเศรษฐกิจธุรกิจที่ทำอยู่ประสบกับปัญหาการขาดทุน ฉันทำให้เศรษฐีคนนั้นต้องนำลูกแก้วให้หลวงปู่ทวด

และเมื่ออายุได้ประมาณ 9 พ่อของหลวงปู่ทวดก็พาหลวงปู่ทวดไปทำการบวชเณรหลังจากนั้นหลวงปู่ทวดก็ได้ศึกษาพระธรรมจนมีความเก่งกล้าสามารถ มีอยู่ครั้งหนึ่งพี่หลวงปู่ทวดต้องการเดินทางไปที่พระนครศรีอยุธยาโดยได้อาศัยเรือของชาวประมงไปแต่หลังจากนั้นได้เกิดพายุพัดทำให้ข้าวของบนเรือเสียหายและน้ำจืดที่เตรียมมาหกหมดทำให้เจ้าของเรือมองว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะมีพระขึ้นมาอยู่บนเรือกินให้คนในเรือนำเรือเล็กออกไปส่งหลวงปู่ทวดที่ชายฝั่ง

ในขณะที่หลวงปู่ทวดกำลังลงเรือลำเล็กนั้น ท่านก็ได้นำขาจุ่มลงไปในน้ำข้างหนึ่งแล้วอธิษฐานขอให้น้ำจืดซึ่งหลังจากนั้นเมื่อคนเรือตักชิมน้ำดูก็พบว่าน้ำบริเวณที่หลวงปู่นำขาจุ่มลงไปนั้นจืดจริงๆจึงได้พากันตักน้ำขึ้นมาไว้บนเรือเพื่อนำไว้เป็นใช้น้ำดื่มและน้ำใช้และเมื่อพวกเขารู้ถึงอิทธิฤทธิ์ของหลวงปู่ทวดที่มีอยู่จึงได้อัญเชิญหลวงปู่ทวดขึ้นมาบนเรืออีกครั้งแล้วพาไปส่งที่พระนครศรีอยุธยาและหลังจากนั้นตำนานหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดก็มีการเล่าขานกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บาคาร่า sa gaming

ประวัติและความเป็นมาของประเพณีลอยกระทง 

กล่าวคือท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือนางนพมาศที่เป็นพระสนมเอก

 

ได้คิดประดิษฐ์กระทงเป็นรูปดอกบัวกมุทขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นดอกบัวเป็นดอกบัวที่มีลักษณะที่พิเศษ ที่สามารถบานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้ง เพราะดอกบัวทั่วไปนั้นส่วนใหญ่จะบานช่วงเช้า จึง สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป นำไปลอยถวายสักการะรอยพระพุทธบาท

เมื่อพระร่วงทรงได้ทอดพระเนตรเห็น ก็รับสั่งถามถึงความหมาย

ท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือนางนพมาศก็ได้ทูลอธิบายความหมาย ซึ่งพระองค์ก็พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า “แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน 12 ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน” นับตั้งแต่นั้นมา เราจึงได้เห็นโคมลอยที่เป็นรูปดอกบัวมาจนถึงปัจจุบันนี้ 

      ส่วนตำนานและความเชื่อของประเพณีลอยกระทงที่ได้เล่าขานสืบต่อกันมานั้น

วันนี้เราจะหยิบยกตัวอย่างมาพอให้ทุกท่านได้ทราบ เช่นการลอยกระทง มีต้นกำเนิดมาจากศาสนาพุทธเริ่มตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์เสด็จประทับอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ์ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา วันหนึ่งนางสุชาดาได้ให้สาวใช้นำข้าวมธุปายาส (ข้าวกวนที่หุงด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำอ้อย) ใส่ถาดทองไปถวาย

เมื่อพระองค์เสวยหมดแล้ว ก็ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า

ถ้าหากวันใดจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ถาดที่นางสุชาดานำมาถวายข้าวให้ ได้ลอยทวนน้ำ ด้วยแรงสัตยาธิษฐาน และบุญญาภินิหาร ถาดก็ลอยทวนน้ำไปจนถึงสะดือทะเล แล้วก็จมไป จนไปโดนหางพระยานาคผู้ซึ่งคอยดูแลรักษาบาดาลตามความเชื่อนั้น

พระยานาคตื่นขึ้น พอเห็นและรับรู้ว่าเป็รถาดข้าวที่พระพุทธเจ้าได้ลอยน้ำมา ก็ประกาศก้องออกไปว่า บัดนี้ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อุบัติขึ้นในโลกแล้ว เมื่อเทวดาและพระยานาคต่างก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และพระยานาคก็ได้ขอให้พระพุทธองค์ ประทับรอยพระพุทธบาทไว้บนฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา

เพื่อพวกเขาจะได้ขึ้นมาถวายสักการะได้ พระองค์ก็ทรงทำตาม ส่วนสาวใช้ก็ได้นำความที่เกิดขึ้นนั้นไปบอกนางสุชาดา เมื่อถึงวันนั้นของทุกปี นางสุชาดาก็จะนำเครื่องหอม และดอกไม้ใส่ถาดเพื่อไปลอยน้ำในทุกๆปี และเพื่อไปกราบไหว้บูชานมัสการรอยพระพุทธบาทและต่อมาก็ได้เกิดเป็นประเพณีลอยกระทงขึ้น ตามที่พวกเราได้เห็นและสืบทอดกันมาอยู่จนถึงในปัจจุบัน