การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น 

วิถีชีวิตของผู้คนไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตามนำเกิดมาสู่วัฒนธรรมในการใช้ชีวิตในรูปแบบที่ค่อนข้างแตกต่างกัน สภาพแวดล้อมชนเผ่าต่างๆคือชนเผ่าพื้นเมืองรวมไปถึงสถานที่ที่แตกต่างกันจะมีลักษณะเด่นๆนั่นคือวัฒนธรรมในการใช้ชีวิต ความเชื่อของท้องถิ่นตลอดจนไปถึง รูปแบบในการทำงานศิลปะต่างๆที่มีการพัฒนาและมีการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

ผู้คนแต่ละยุคแต่สมัยก็มีลักษณะในการทำงานที่ค่อนข้างแตกต่างกันหมายถึงว่าผู้คนตั้งแต่กำเนิดขึ้นมาก็จะมีลักษณะหรือความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดจากบรรพบุรุษสู่ผู้คนเหล่านั้นเป็นการสร้างลักษณะที่ค่อนข้างสำคัญอย่างยิ่ง จึงทำให้ลองพูดคนขึ้นมานักพัฒนางานศิลปะต่างๆหรือกิจกรรมต่างๆก็มีแนวคิดหรือโครงสร้างต่างๆที่ค่อนข้างแตกต่างกันในการดูดซับเรื่องราวทางความเชื่อความคิดต่างๆของผู้คนที่อยู่รายล้อมรอบตัวเอง

นำมารวมกับจินตนาการหรือความเชื่อของตัวเองเพื่อพัฒนางานศิลปะรูปแบบใหม่ๆโดยผ่านการสร้างสรรค์เป็นรูปแบบมากมายไม่ว่าจะเป็นการพัฒนารูปภาพประติมากรรมต่างๆ งานปั้น งานแกะสลัก ตลอดจนไปถึงการวาดรูประบายสีและยังมีอื่นๆอีกมากมายที่ในยุคปัจจุบันก็ยังมีรูปแบบการแสดงศิลปะเหล่านี้มากมายแสดงให้เห็นถึงว่ามนุษย์มีการพัฒนาทางความคิดหรือการเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตามนี้จึงเป็นบทบาทที่สำคัญที่วัฒนธรรมต่างๆจะถูกพัฒนาเพื่อหลอมรวมกับคุณภาพชีวิตของผู้คนในยุคสมัยต่างๆความแตกต่างกันของการนำเสนอผลงานต่างๆที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่นต่างๆเหล่านี้ก็มีลักษณะที่ค่อนข้างต่างกันยกตัวอย่างเช่นในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีสถานที่ที่จะแสดงวัฒนธรรมและศิลปะท้องถิ่นเป็นการนำเสนอว่าสถานที่นั้นมีความเชื่อไปในทิศทางใด

นี่เป็นเหตุว่าผู้คนมีความจำเป็นจะต้องมีการปรับไม่ว่าจะเป็นรูปแบบทางความคิดในการนำเสนอผลงานหรือแม้แต่จะเป็นแนวคิดต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนำมาสู่ว่าผู้คนให้ความสนใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีความแตกต่างกันหรือไม่เช่นการเปลี่ยนแปลงซึ่งรูปแบบที่ค่อนข้างแตกต่างกันออกไป

ในยุคปัจจุบันที่โครงสร้างการพัฒนาการทำงานต่างๆของท้องถิ่นต่างๆมีความต้องการในการบันทึกจดจำประวัติศาสตร์หรือกิจกรรมของผู้คนในยุคที่มีความแตกต่างกันนี้ส่งผลให้ในยุคปัจจุบันเราสามารถพบเห็นรูปแบบในการนำเสนอผลงานดังกล่าวหรือไม่จะเป็นโครงสร้างการพัฒนาความคิดต่างๆของผู้คนในยุคต่างๆเหล่านั้นที่มีการพัฒนาและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโครงสร้างที่นำไปสู่ประวัติศาสตร์ในรูปแบบต่างๆ

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือคุณภาพชีวิตของผู้คนที่มีลักษณะที่ค่อนข้างแตกต่างกันจึงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนำมาสู่การพัฒนาโครงสร้างใหม่ๆและสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ถูกพัฒนาอยู่ตลอดเวลาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างและลักษณะในการทำงาน 

 

สนับสนุนโดย.   ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

งูยักษ์Titanoboaยังมีชีวิตอยู่จริงหรือไม่

นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์เขาเลยได้ตีความไปว่าTitanoboaหรืองูยักษ์ตัวนี้น่าจะเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีความยาวและขนาดใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่โลกถือกำเนิดมาเลยก็ว่าได้และจากประวัติที่เราได้ไปหามาเพิ่มเติมเกี่ยวกับงูยักษ์Titanoboaตรงนี้

ซึ่งเราอยากจะบอกว่าในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้มีการค้นพบซากฟอสซิลหลากหลายเยอะแยะมากมายแต่ฟอสซิลชนิดแรกที่ถูกค้นพบจะถูกค้นพบในเหมืองถ่านหินเก่าที่ประเทศลิเบียจากข้อมูลคือในตอนแรกเขาคิดว่าเจ้าสิ่งนี้มันเป็นเพียงก้อนหินที่มีความเก่าแก่และโบราณ

ดังนั้นหลังจากที่นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเขาได้นำเอาหินตรงนี้เอาไปตรวจสอบปรากฏว่ามันไม่ใช่หินธรรมดาแต่มันคือซากฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตยุคโบราณที่เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีรูปร่างและสปีชีส์คล้ายๆกับงูที่อยู่ในยุคปัจจุบันแต่มีขนาดใหญ่กว่างูในยุคปัจจุบันกว่า10-20เท่าเลย

เนื่องจากนี้ซากฟอสซิลที่ได้มีการค้นพบเขาคาดกันว่าน่าจะเป้นงูยักษ์Titanoboaที่มีความยาวประมาณ12.8เมตรและมีน้ำหนักประมาณ1,135กิโลกรัม

ถ้าหากถามว่าขนาด12.8เมตรและน้ำหนักกว่า1,135กิโลกรัมถ้าเทียบให้เห็นภาพง่ายๆจะเทียบกับอะไรแต่ถ้าจะเอาความยาวยกตัวอย่างรถเมล์ในยุคปัจจุบันเราจะมีความยาวอยู่ประมาณ9-10เมตร

เพราะฉะนั้นแล้วรถเมล์หนึ่งคันก็เปรียบเทียบได้กับTitanoboaถึงหนึ่งตัวหรือถ้างูนยักษ์Titanoboaได้เจริญเติบโตถึงขั้นสูงสุดอาจจะมีความยาวถึง20เมตรก็อาจจะเปรียบได้กับรถเมล์ประมาณ2คันรถได้เลย

ซึ่งตรงนี้เราเชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะตั้งคำถามขึ้นมาอยู่ภายในใจแล้วว่าทำไมงูในปัจจุบันเราในอดีตถึงได้มีขนาดใหญ่แบบนั้นถ้าจะเอาตามข้อมูลที่เราได้หามาได้เขาได้มีการคาดการณ์กันว่าเนื่องจากสภาพอากาศสมัยยุคที่เขาอยู่หรือว่ายุคPALEOCENEเมื่อประมาณ60ล้านปีแล้วมันเป็นยุคที่มีสภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างที่จะอบอุ่นมากๆ

นอกจกนี้ในความสมบูรณ์ต่างๆมันเลยทำให้งูเหล่านี้ได้เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างผิดปกติและจะบอกว่ามันไม่ใช่แค่เพียงงูแต่สัตว์เลื้อยคลานสมัยPALEOCENEนั้นมีขนาดตัวที่ใหญ่หมดเลยไม่ว่าจะเป็นทั้งเต่าจรเข้หรือสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆตรงนี้เขาคาดการณ์กันว่าเต่าในยุคนั้นอาจจะมีความใหญ่และความยาวเท่ากับรถยนต์ในยุคปัจจุบันของเราและจรเข้อาจจะมีความยาวถึง7เมตรเลยก็ว่าได้

ดังนั้นมันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีและก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะว่าในยุคปัจจุบันนี้อย่างที่บอกไปคืองูยักษ์Titanoboaเขาได้สูญพันไปแล้วกว่า60ล้านปีและสาเหตุที่ได้สูญพันไปเขาคาดการณ์กันว่าในยุคท้ายๆของPALEOCENEมันเป็นยุคที่โลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันจากอุณหภูมิของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

 

สนับสนุนโดย.   ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

อียิปต์สมัยก่อนทำไมถึงได้บูชาแมว

สมัยโบราณในความเชื่อของอียิปต์รวมไปถึงมีความเชื่อว่า บาสเตต เป็นดวงตาแห่งมหาเทพราซึ่งเป็นแบบสุริยเทพเป็นเทพที่สำคัญมากๆของอียิปต์

ดังนั้น บาสเตตได้รับความนิยมมากๆถึงขนาดที่ว่าทุกบ้านก็จะบูชา บาสเตต กันรวมถึงจะมีพิธีบูชา บาสเตต กันแบบยิ่งใหญ่ปิดเมืองบูชากันเลยถามว่าทั้งหมดนี่มันส่งผลอะไรก็ส่งผลทำให้แมวกลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของอียิปต์ถึงขนาดที่ว่าในบางยุคสมัยมีกฎหมายที่ว่าถ้าสมมุติว่าใครฆ่าแมวมีความผิดถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว

ซึ่งก็แปลว่าถ้าหากว่าแมวตาย คุณก็ต้องตายตามแมวไปด้วยและถ้าหากสมมุติว่าเกิดเลี้ยงแมวเอาไว้แล้วและแมวเกิดตายตามธรรมชาติจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องบอกว่าคนในบ้านนั้นๆก็จะเสียใจมากๆที่แมวตายถึงขนาดที่ว่าจะต้องดกขนคิ้วตัวเองทิ้ง

นอกจากนี้ก็ยังมีการทำมัมมี่แมวขึ้นมาอีกคือประมาณว่าแมวตายแล้วก็ต้องเอาแมวไปทำมัมมี่เหมือนกับมนุษย์เลยทีเดียวมีความเชื่อเรื่องหลังความตายของแมวอะไรต่าวๆและเท่านั้นยังไม่พอบางครั้งมัมมี่แมวก็ถือว่าเป็นของบูชาเทพี บาสเตต ด้วย

เรียกได้ว่ามีการค้นพบแหล่งโบราณคดีของเทพี บาสเตต แล้วเขาก็ค้นพบว่าในนั้นมีมัมมี่แมวอยู่ถึง900ตัวเลยทีเดียวก็เท่าที่เจอไม่นับที่ไม่เจอ

ดังนั้นต้องบอกว่าการบูชาแมวกว้างขวางมากจริงๆแล้วถามว่าทั้งหมดนี้ส่งผลอะไรต่อชนชาติอียิปต์ส่งผลอะไรต่ออารยธรรมอียิปต์ทำไมอียิปต์ถึงได้บูชาแมวจนกระทั่งแบบว่าโดนตีแตกล่มสลายไปแบบที่บอกอันนี้ก็คือเรื่องรวาในประวัติศาสตร์จริงๆไม่ใช่ดราม่าระดับเทพกัน

ซึ่งก็ได้มันักปราชญ์ชาว มาซิโดเนียบันทึกเอาไว้และจะบอกว่ามันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามประวัติศาสตร์จริงๆก็กึ่งๆประมาณว่าเป็นเรื่องที่มันไม่ใช่เทพนิยายแต่เป็นเรื่องที่ได้ถูกบันทึกว่าเกิดในประวัติศาสตร์จริงๆแต่ว่ามันก็เป็นเรื่องราวตามที่คนบันทึกและคนที่ได้บันทึกจะบันทึกถูกหรือผิดนั่นก็อีกเรื่องหนึ่งก็ถือว่ามันเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชั้นทุติยภูมิไม่ใช่ปฐมภูมิ

นอกจากนี้เขาได้บันทึกเหตุการณ์อะไรไว้เขาได้บันทึกเหตุการณ์ๆนึงเอาไว้เมื่อ525ปีก่อนคริสต์ศักราชตอนนั้นได้เกิดเหตุการณ์ที่เปอร์เซียกำลังจะพยายามที่จะมายึดอียิปต์ต้องการจะตีอียิปต์ตอนนั้นเปอร์เซียกำลังแผ่ขยายอำนาจอยู่ทีนี่ถามว่าจะไปยึดเขามันไม่ใช่อยู่ดีๆก็จะเดินเข้ามาแล้วก็รบกัน

เพราะว่ามันก็ต้องมีชุมชนหลากหลายในโลกใช่ไหมการจะเป็นทรราชลุกขึ้นมาแล้วแบบข้าจะยึดทุกคนมันก็ไม่ใช่มันจะต้องมีการหาเรื่องกันก่อน

 

สนับสนุนโดย.    ufabet

ตำนานพระรถเมรี

  สำหรับเรื่องเล่าตำนานพระรถเมรีนั้นเป็นเรื่องเล่าที่มีมานานซึ่งพระโอรสนั้นก็คือพระรถเสนซึ่งเป็นโอรสของพระรถสิทธิ์กับนางเภาโดยพระรถเสนนั้นเป็นเทวดาที่ลงมาเกิด มีความเก่งกล้าสามารถและมีรูปโฉมที่งดงามสำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นเกิดตอนที่ภรรยาใหม่ของพระรถสิทธิ์ ซึ่งเป็นนางยักษ์ต้องการที่จะฆ่าพระรถเสนจึงได้ออกกูบายให้กับพระรถเสนนั้นไปนำผลไม้ที่ชื่อว่ามะม่วงหาวมะนาวโห่

ซึ่งอยู่ที่เมืองของนางยักษ์โดยตอนนี้มีลูกสาวบุญธรรมของนางยักษ์ที่ชื่อว่านางเมรีเป็นผู้ดูแลอยู่ด้วยมีการเขียนจดหมายฝากไปให้นางเมรีเพื่อที่จะได้ให้เอาผลมะม่วงหาวมะนาวโห่กับมาให้นางยักษ์กินเนื่องจากนางยักษ์นั้นออกอุบายว่าตนเองกำลังป่วยหนักใกล้ตายต้องกินผลมะม่วงหาวมะนาวโห่เท่านั้น

ถึงจะรอดทำให้พพระรถสิทธิ์นั้นทำให้พระรถเสนไปเอาผลไม้ดังกล่าวมาให้เมียรักของตนกิน อย่างไรก็ตามในระหว่างทางนั้นบังเอิญว่า พระรถเสน  ได้ขี่ม้าผ่านอาศรมของพระฤาษีและได้อาศัยหลับนอนคืนหนึ่งซึ่งพระฤาษีนั้นได้มีการเห็นจดหมายที่นางยักษ์เขียนไปให้นางเมรีว่าหาก พระรถเสนเดินทางไปถึงที่เมืองยักษ์ก็ให้กินทันทีดังนั้นพระฤาษีจึงได้มีการเขียนจดหมายใหม่ขึ้นมาโดยระบุว่าถ้าหากพระรถเสน เดินทางไปที่ถึงเมืองยักษ์ก็ให้นางเมรีนั้นแต่งงานกับพระรถเสน ได้ทันที

เพราะเป็นผู้ชายที่นางยักษ์นั้นส่งมาให้แต่งงานกับนางเมรีนั่นเองซึ่งเมื่อนางเมรีได้อ่านจดหมายฉบับนั้นจึงได้จัดงานแต่งงานระหว่างตนเองกับพระรถเสน ทันที และใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุขเรื่อยมาจนอยู่มาวันหนึ่งพระรถเสน สำนึกได้ว่าตนเองนั้นจะต้องกลับไปช่วยแม่ที่ถูกนางยักษ์จับขังเอาไว้และพระรถเสน รู้มาว่า นางยักษ์นั้นได้ควักดวงตาของแม่และป้าของ พระรถเสน

เอาไว้โดยมีนางเมรีเป็นผู้เก็บรักษาดังนั้นพระรถเสนจึงได้มอมเหล้านางเมรีและสอบถามถึงที่ซ่อนของดวงตาหลังจากที่นางเมรีขี้เมาจนหลับไปพระรถเสนจึงได้เข้าไปเอาดวงตาของแม่และป้าหลังจากนั้นก็เดินทางกลับเมืองที่นางยักษ์อยู่ทันทีทางด้านนางเมรีเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นสามีและรู้ว่าสามีนั้นหนีจึงได้ออกไปตามหา

ซึ่งพระรถเสนได้มีการเศษมหาสมุทรขวางกั้นเอาไว้ทำให้นางเมรีนั้นไม่สามารถข้ามมหาสมุทรมาหาพระรถเสน ได้ทำ ให้นางเมรีได้แต่เศร้าโศกเสียใจคิดว่าพระรถเสน ต้องการ จะทิ้งตนเองนางจึงร้องไห้จนในที่สุดก็เสียใจจนตาย และตรงจุดที่นางเมรีสิ้นใจตายนั้นได้เกิดเป็นเนินเขาขึ้นมาซึ่งเนินเขาดังกล่าวนั้น อำเภอพนัสนิคมจังหวัดชลบุรีนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.    ufabet สมัคร

ตำนานนักบุญ บาบาร่า

      นักบุญบาบาร่า  คือชื่อของหญิงสาวคนหนึ่ง เธอมีชื่อว่าบาบาร่าซึ่งเธอมีช่วงชีวิตในสมัยกรีกโรมันซึ่งในสมัยนั้นเป็นช่วงที่ศาสนาคริสต์พึ่งเริ่มมีและผู้คนมักต่อต้านศาสนาคริสต์ปัจจุบันนี้เราจะเห็นสัญลักษณ์ของนักบุญบาบาร่าด้วยการเห็นหญิงสาวคนหนึ่งถือรูปหอคอยซึ่งหอคอยดังกล่าวนั้นจะไม่มีประตูทางเข้าแต่จะมีหน้าต่างอยู่ 3 บานนั่นหมายถึงสัญลักษณ์ของการประกาศตน

เป็นผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์เพราะหน้าต่าง 3 บานนั้นเปรียบเสมือนกับพระผู้เป็นเจ้า  พระบุตร และพระจิตสำหรับตำนานของนักบุญบาบาร่านั้นเริ่มมาจากการที่หญิงสาวคนหนึ่งเธอมีความสวยงามมากแต่ถูกพ่อของเธอขังไว้บนหอคอยเนื่องจากว่าพ่อของเธอค่อนข้างหวงลูกสาวและในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ศาสนาคริสต์กำลังเริ่มเข้ามาเผยแพร่ให้คนกรีกโรมันรู้จัก

ซึ่งพ่อของเธอนั้นเป็นคนหัวโบราณไม่ต้องการให้ลูกสาวเข้าเป็นสาวกของนิกายศาสนาคริสต์จึงได้กักขังเธอเอาไว้บนหอคอยแต่อย่างไรก็ตามเธอได้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องของศาสนาคริสต์เธอจึงได้ให้คนรับใช้ที่คอยส่งข้าวส่งน้ำให้กับเธอหาหนังสือเกี่ยวกับศาสนาคริสต์มาให้เธออ่าน

ซึ่งหลังจากเธอได้อ่านเธอก็ต้องการที่จะเข้าเป็นสาวกของศาสนาคริสต์จึงได้ให้คนรับใช้ไปเชิญบาทหลวงมาทำพิธีบวชให้กับเธอซึ่งหลังจากที่เธอทำพิธีบวชเสร็จเป็นที่เรียบร้อยโดยที่พ่อของเธอไม่รู้แล้วเธอก็ให้ช่างมาแก้ไขหอคอยที่เธออยู่ซึ่งครั้งแรกนั้นหอคอยเธอมีแค่เพียง 2 หน้าต่างเพียงเท่านั้นแต่เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการแจ้งให้คนทราบว่าเธอนั้นเป็นสาวกของศาสนาคริสต์แล้ว

จึงได้ทำสัญลักษณ์ของประตู 3 บานเพื่อเป็นตัวแทนของพระบิดาพระบุตรและพระจิตซึ่งแน่นอนว่าในที่สุดพ่อของเธอก็รู้เรื่องที่เธอได้เข้าไปนับถือศาสนาคริสต์ทำให้พ่อของเธอไม่พอใจจัดการดึงผมของเธอแล้วลากเธอไปที่กลางหมู่บ้านหลังจากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าของเธอและให้คนงานใช้หวายฟาดไปที่หลังของเธอหลายครั้งและได้เปิดโอกาสให้เธอได้ย้ายศาสนากลับมานับถือศาสนาเดิม

แต่นักบุญหญิงบาบาร่ากับปฏิเสธโดยเธอยืนยันว่าเธอจะนับถือศาสนาคริสต์ทำให้พ่อของเธอเกิดอาการไม่พอใจอย่างหนักสุดท้ายแล้วพ่อของเธอจึงได้ใช้มีดแทงไปที่คอของเธอทำให้เธอถึงแก่ความตายหลังจากนั้นพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเห็นสิ่งที่พ่อของเธอได้กระทำกับนักบุญหญิงบาบาร่าพระองค์จึงได้แต่ก้อนเมฆสีเทาให้มาบดบังร่างของเธอไม่ให้ใครเห็นร่างที่ไม่มีเสื้อผ้าใส่ของเธอและได้เสกให้สายฟ้าฟาดลงมาผ่าไปที่ร่างพ่อของเธอทำให้พ่อของนักบุญหญิงบาบาร่าตายพร้อมกันกับนักบุญหญิงบาบาร่าในวันนั้นนั่นเอง

และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานักบุญหญิงบาบาร่าก็นับได้ว่าเป็นตำนานของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นหญิงสาวถือรูปหอคอยที่มีหน้าต่าง 3 บานนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย   บาคาร่าอันไหนดี

ประเพณี ตักบาตรเทโว

ประเพณี ตักบาตรเทโว ที่จังหวัดอุทัยธานี รวมพิธีที่วัดเขาโคกโค  ต้อนรับพระสงฆ์ จำนวน 68 รูปเดินทางเขา

        ในช่วงวันที่ 2 เดือนตุลาคมปีพ. ศ. 2563   ที่จังหวัดอุทัยธานีได้มีการจัดงานประเพณีตักบาตรเทโวขึ้นด้วยการตักบาตรในครั้งนี้จัดขึ้นที่วัดเขาโคกโค  ซึ่งผู้ที่จัดงานนั้นก็คือเทศบาลตำบลทัพทัน    ได้ร่วมกันจัดงานเชิญชวนให้ประชาชนรวมถึงชาวบ้านของจังหวัดอุทัยธานีได้มาทำบุญร่วมกัน  โดยวิธีการตักบาตรเทโวของที่จังหวัดอุทัยธานีที่จัดขึ้นนั้นเป็นพิธีการตักบาตรใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานีเลยก็ว่าได้ซึ่งประเพณีนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

        สำหรับในปีนี้ประชาชนที่สนใจจะไปตักบาตรเทโวนั้นต่าง ไปรวมตัวกันที่บริเวณลานวัดเขาโคกโค  ซึ่งวัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาการจะขึ้นไปบนวัดแห่งนี้ได้นั้นจะต้องเดินบันไดขึ้นไปถึง 172 ขั้น  และวิธีการตักบาตรนั้นจะใช้เป็นการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งรวมถึงจะมีการทำขนมต้มลูกโยนใช้ในการดักบาทในพิธีตักบาตรเทโวในครั้งนี้ด้วย

      สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของงานนี้ก็คือในขณะที่มีการตักบาตรเทโวนั้นจะมีพระสงฆ์เดินลงเขาจากวัดเขาโคกโคลงมายังด้านล่างซึ่งพระสงฆ์ที่โรงพยาบาลนั้นจะมีทั้งหมด 68 รูปด้วยกัน สำหรับการจัดงานในปีนี้นั้น ทางด้านเทศบาลไร่มีการขอความร่วมมือให้ประชาชนที่มาร่วมงานนั้นได้มีการแต่งกายด้วยชุดไทยย้อนยุค   และการจัดงานในครั้งนี้ทางด้านเทศบาลหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลบุญในครั้งนี้จะมีการถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10

          ซึ่งภายในงานนั้นจะมีผู้คนพากันหลั่งไหลมาร่วมงานเป็นจำนวนมากแต่ละคนก็มีการแต่งกายด้วยชุดสวยงามซึ่งเป็นไปโดยเฉพาะเด็กที่จะมีการแต่งชุดไทยน่ารักๆทำให้เกิดเป็นภาพที่น่าประทับใจ   

        อีกครั้งในช่วงของการจัดงานนั้นเป็นการจัดงานในช่วงเวลาเช้าตรู่ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่มีแสงแดดร้อนแรงมากนักคนที่มาร่วมงานนั้นจึงได้รับกับอากาศที่สดชื่นปลอดโปร่งและบริสุทธิ์ทุกคนต่างร่วมงานกันด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส

    อีกทั้งการมาร่วมงานทำบุญตักบาตรเทโวในวันนี้นับว่าเป็นการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมของคนในจังหวัดอุทัยธานีซึ่งประเพณีแบบนี้ปีนึงจะมีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น  และการจัดงานตักบาตรเทโวนอกจากจะเป็นการทำบุญให้กับตนเองและบรรพบุรุษแล้วยังนับได้ว่าเป็นการที่คนในหมู่บ้านนั้นได้ออกมาเจอกันทักทายกันเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีร่วมกันและที่สำคัญที่จังหวัดอุทัยธานีหลังจากที่มีการตักบาตรเทโวการเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยังจะมีการจัดงานเลี้ยงกันต่อซึ่งจะมีร้านค้ามาขายของต่างๆมากมายโดยของที่นำมาขายนั้นก็จะเป็นของโบราณ

                 และการจัดงานในครั้งนี้จะมีการจัดงานเหมือนกับคนในสมัยโบราณโดยใช้เงินโบราณในการจัดงานอีกด้วยโดยชาวบ้านสามารถที่จะนำเงินสดของตนเองไปแลกเป็นเหรียญเงินพดด้วงหลังจากนั้นก็นำเงินพดด้วงมาซื้อขนมข้าวของเครื่องใช้ภายในงานได้นับได้ว่าเป็นการจัดงานที่สืบสานวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริงเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย   ufabet สมัครสมาชิก

ตำนานงูน้ำไม่มีพิษ

        เรื่องเล่านี้เป็นตำนานที่คนรุ่นปู่รุ่นย่า อาจจะมีการแต่งขึ้นมาเพื่อให้ลูกค้าได้ฟังเพลินเพลิน ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องนี้ เพราะในเรื่องของตำนานก็คือเรื่องเล่าที่อาจจะมีเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้ ซึ่งเรื่องเล่านี้เป็นการเล่าเรื่องว่าเหตุใดสัตว์บางตัวถึงมีพิษร้ายแรง

แต่ในขณะเดียวกันสัตว์บางตัวกลับไม่มีพิษ อย่างเช่นงู  เราจะเห็นได้ว่างูนั้นเป็นสัตว์มีพิษ แต่งูแต่ละชนิดกลับมีพิษที่ร้ายแรงไม่เท่ากัน เพราะงูจงอางจะมีพิษร้ายแรงที่สุด ถัดลงมาก็เป็นงูเห่า ในขณะที่งูน้ำก็เป็นงูเหมือนกันแต่กลับไม่มีพิษเลย หรืองูเขียวที่มีพิษเพียงเล็กน้อยเท่านั้น วันนี้เราจะมาสืบค้นหาตำนานเกี่ยวกับพิษของงูกันค่ะ

      โดยเริ่มจากในสมัยในอดีตเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ในสมัยนั้นงูทุกตัวเป็นสัตว์ที่มีพิษกันหมดไม่เว้นแม้แต่งูน้ำก็ตาม ซึ่งงูน้ำนั้นถือได้ว่าเป็นสัตว์ที่มีพิษร้ายแรงมาก ถึงขนาดที่ว่าแค่กัดถูกนิดหน่อยก็ทำให้คนตายได้แล้ว อยู่มาวันหนึ่งงูน้ำได้ไปเจอกับชายคนหนึ่งเขามีชื่อว่า  นายอ้าย  เขาเป็นชาวบ้านที่มาหว่านแห หาปลา

ซึ่งขณะนั้นงูน้ำอยู่ใกล้กับชายคนดังกล่าวพอดี  งูน้ำจึงได้ทำการกัดชายคนดังกล่าวไป ซึ่งมันมั่นใจมากว่าชายคนนั้นจะต้องตายอย่างแน่นอน แต่เกิดความผิดพลาดตรงที่งูน้ำชกไปนั้น จังหวะนั้นมันไปฉกโดยอย่างอื่นไม่ใช่ขาของนายอ้าย แต่งูน้ำไม่รู้ตัวกลับคิดว่าตนเองนั้นฉกโดนนายอ้ายแน่แน่

  แต่พอเห็นว่านายอ้าย ไม่เป็นอันตรายจากพิษของตนมันก็ประหลาดใจ ซึ่งเรื่องข่าวที่นายอ้ายถูกงูน้ำกัดแล้วไม่ตายนั้นกลายเป็นข่าวที่มีการลือต่อต่อกันมาจนโด่งดังไปทั่ว ด้วยความอับอาย และคิดว่าพิษของตัวเองคงหมดแล้วไม่สามารถทำอันตรายใครได้แล้วงูน้ำจึงไปคายพิษทิ้งที่ต้นหมามุ่ย

  เมื่อสัตว์ตัวอื่นอื่นรู้ว่างูน้ำคายพิษทิ้งต่างก็พากันมากินพิษของงูน้ำซึ่งงูจงอางกลายเป็นงูที่ได้รับพิษของงูน้ำมากที่สุดรองลงมาก็คืองูเห่า ทำให้ปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่างูจงอางนั้นกลายเป็นงูที่มีพิษร้ายแรงมากที่สุดในตอนนี้ และตามมาด้วยงูจงอางนั่นเอง

ส่วนสัตว์ชนิดอื่นอื่นก็มีพิษเล็กน้อยแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่าใครได้กินพิษของงูน้ำเข้าไปมากแค่ไหนนั่นเอง และเมื่อสัตว์มากินพิษงูน้ำกันหมดทำให้หมามุ่ยนั้นเหลือพิษของงูน้ำเล็กน้อยเท่านั้นทำให้ปัจจุบันหากใครไปโดนหมามุ่ยก็จะมีอาการแพ้ แสบคันนั่นเอง ส่วนเจ้าของพิษอย่างงูน้ำเมื่อคายพิษออกหมดแล้ว ทำให้ปัจจุบันมันเลยกลายเป็นงูที่ไม่มีพิษนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย  วิธีเล่นบาคาร่าออนไลน์