การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น 

วิถีชีวิตของผู้คนไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตามนำเกิดมาสู่วัฒนธรรมในการใช้ชีวิตในรูปแบบที่ค่อนข้างแตกต่างกัน สภาพแวดล้อมชนเผ่าต่างๆคือชนเผ่าพื้นเมืองรวมไปถึงสถานที่ที่แตกต่างกันจะมีลักษณะเด่นๆนั่นคือวัฒนธรรมในการใช้ชีวิต ความเชื่อของท้องถิ่นตลอดจนไปถึง รูปแบบในการทำงานศิลปะต่างๆที่มีการพัฒนาและมีการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

ผู้คนแต่ละยุคแต่สมัยก็มีลักษณะในการทำงานที่ค่อนข้างแตกต่างกันหมายถึงว่าผู้คนตั้งแต่กำเนิดขึ้นมาก็จะมีลักษณะหรือความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดจากบรรพบุรุษสู่ผู้คนเหล่านั้นเป็นการสร้างลักษณะที่ค่อนข้างสำคัญอย่างยิ่ง จึงทำให้ลองพูดคนขึ้นมานักพัฒนางานศิลปะต่างๆหรือกิจกรรมต่างๆก็มีแนวคิดหรือโครงสร้างต่างๆที่ค่อนข้างแตกต่างกันในการดูดซับเรื่องราวทางความเชื่อความคิดต่างๆของผู้คนที่อยู่รายล้อมรอบตัวเอง

นำมารวมกับจินตนาการหรือความเชื่อของตัวเองเพื่อพัฒนางานศิลปะรูปแบบใหม่ๆโดยผ่านการสร้างสรรค์เป็นรูปแบบมากมายไม่ว่าจะเป็นการพัฒนารูปภาพประติมากรรมต่างๆ งานปั้น งานแกะสลัก ตลอดจนไปถึงการวาดรูประบายสีและยังมีอื่นๆอีกมากมายที่ในยุคปัจจุบันก็ยังมีรูปแบบการแสดงศิลปะเหล่านี้มากมายแสดงให้เห็นถึงว่ามนุษย์มีการพัฒนาทางความคิดหรือการเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตามนี้จึงเป็นบทบาทที่สำคัญที่วัฒนธรรมต่างๆจะถูกพัฒนาเพื่อหลอมรวมกับคุณภาพชีวิตของผู้คนในยุคสมัยต่างๆความแตกต่างกันของการนำเสนอผลงานต่างๆที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่นต่างๆเหล่านี้ก็มีลักษณะที่ค่อนข้างต่างกันยกตัวอย่างเช่นในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีสถานที่ที่จะแสดงวัฒนธรรมและศิลปะท้องถิ่นเป็นการนำเสนอว่าสถานที่นั้นมีความเชื่อไปในทิศทางใด

นี่เป็นเหตุว่าผู้คนมีความจำเป็นจะต้องมีการปรับไม่ว่าจะเป็นรูปแบบทางความคิดในการนำเสนอผลงานหรือแม้แต่จะเป็นแนวคิดต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนำมาสู่ว่าผู้คนให้ความสนใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีความแตกต่างกันหรือไม่เช่นการเปลี่ยนแปลงซึ่งรูปแบบที่ค่อนข้างแตกต่างกันออกไป

ในยุคปัจจุบันที่โครงสร้างการพัฒนาการทำงานต่างๆของท้องถิ่นต่างๆมีความต้องการในการบันทึกจดจำประวัติศาสตร์หรือกิจกรรมของผู้คนในยุคที่มีความแตกต่างกันนี้ส่งผลให้ในยุคปัจจุบันเราสามารถพบเห็นรูปแบบในการนำเสนอผลงานดังกล่าวหรือไม่จะเป็นโครงสร้างการพัฒนาความคิดต่างๆของผู้คนในยุคต่างๆเหล่านั้นที่มีการพัฒนาและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโครงสร้างที่นำไปสู่ประวัติศาสตร์ในรูปแบบต่างๆ

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือคุณภาพชีวิตของผู้คนที่มีลักษณะที่ค่อนข้างแตกต่างกันจึงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนำมาสู่การพัฒนาโครงสร้างใหม่ๆและสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ถูกพัฒนาอยู่ตลอดเวลาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างและลักษณะในการทำงาน 

 

สนับสนุนโดย.   ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

งูยักษ์Titanoboaยังมีชีวิตอยู่จริงหรือไม่

นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์เขาเลยได้ตีความไปว่าTitanoboaหรืองูยักษ์ตัวนี้น่าจะเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีความยาวและขนาดใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่โลกถือกำเนิดมาเลยก็ว่าได้และจากประวัติที่เราได้ไปหามาเพิ่มเติมเกี่ยวกับงูยักษ์Titanoboaตรงนี้

ซึ่งเราอยากจะบอกว่าในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้มีการค้นพบซากฟอสซิลหลากหลายเยอะแยะมากมายแต่ฟอสซิลชนิดแรกที่ถูกค้นพบจะถูกค้นพบในเหมืองถ่านหินเก่าที่ประเทศลิเบียจากข้อมูลคือในตอนแรกเขาคิดว่าเจ้าสิ่งนี้มันเป็นเพียงก้อนหินที่มีความเก่าแก่และโบราณ

ดังนั้นหลังจากที่นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเขาได้นำเอาหินตรงนี้เอาไปตรวจสอบปรากฏว่ามันไม่ใช่หินธรรมดาแต่มันคือซากฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตยุคโบราณที่เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีรูปร่างและสปีชีส์คล้ายๆกับงูที่อยู่ในยุคปัจจุบันแต่มีขนาดใหญ่กว่างูในยุคปัจจุบันกว่า10-20เท่าเลย

เนื่องจากนี้ซากฟอสซิลที่ได้มีการค้นพบเขาคาดกันว่าน่าจะเป้นงูยักษ์Titanoboaที่มีความยาวประมาณ12.8เมตรและมีน้ำหนักประมาณ1,135กิโลกรัม

ถ้าหากถามว่าขนาด12.8เมตรและน้ำหนักกว่า1,135กิโลกรัมถ้าเทียบให้เห็นภาพง่ายๆจะเทียบกับอะไรแต่ถ้าจะเอาความยาวยกตัวอย่างรถเมล์ในยุคปัจจุบันเราจะมีความยาวอยู่ประมาณ9-10เมตร

เพราะฉะนั้นแล้วรถเมล์หนึ่งคันก็เปรียบเทียบได้กับTitanoboaถึงหนึ่งตัวหรือถ้างูนยักษ์Titanoboaได้เจริญเติบโตถึงขั้นสูงสุดอาจจะมีความยาวถึง20เมตรก็อาจจะเปรียบได้กับรถเมล์ประมาณ2คันรถได้เลย

ซึ่งตรงนี้เราเชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะตั้งคำถามขึ้นมาอยู่ภายในใจแล้วว่าทำไมงูในปัจจุบันเราในอดีตถึงได้มีขนาดใหญ่แบบนั้นถ้าจะเอาตามข้อมูลที่เราได้หามาได้เขาได้มีการคาดการณ์กันว่าเนื่องจากสภาพอากาศสมัยยุคที่เขาอยู่หรือว่ายุคPALEOCENEเมื่อประมาณ60ล้านปีแล้วมันเป็นยุคที่มีสภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างที่จะอบอุ่นมากๆ

นอกจกนี้ในความสมบูรณ์ต่างๆมันเลยทำให้งูเหล่านี้ได้เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างผิดปกติและจะบอกว่ามันไม่ใช่แค่เพียงงูแต่สัตว์เลื้อยคลานสมัยPALEOCENEนั้นมีขนาดตัวที่ใหญ่หมดเลยไม่ว่าจะเป็นทั้งเต่าจรเข้หรือสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆตรงนี้เขาคาดการณ์กันว่าเต่าในยุคนั้นอาจจะมีความใหญ่และความยาวเท่ากับรถยนต์ในยุคปัจจุบันของเราและจรเข้อาจจะมีความยาวถึง7เมตรเลยก็ว่าได้

ดังนั้นมันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีและก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะว่าในยุคปัจจุบันนี้อย่างที่บอกไปคืองูยักษ์Titanoboaเขาได้สูญพันไปแล้วกว่า60ล้านปีและสาเหตุที่ได้สูญพันไปเขาคาดการณ์กันว่าในยุคท้ายๆของPALEOCENEมันเป็นยุคที่โลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันจากอุณหภูมิของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

 

สนับสนุนโดย.   ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

อียิปต์สมัยก่อนทำไมถึงได้บูชาแมว

สมัยโบราณในความเชื่อของอียิปต์รวมไปถึงมีความเชื่อว่า บาสเตต เป็นดวงตาแห่งมหาเทพราซึ่งเป็นแบบสุริยเทพเป็นเทพที่สำคัญมากๆของอียิปต์

ดังนั้น บาสเตตได้รับความนิยมมากๆถึงขนาดที่ว่าทุกบ้านก็จะบูชา บาสเตต กันรวมถึงจะมีพิธีบูชา บาสเตต กันแบบยิ่งใหญ่ปิดเมืองบูชากันเลยถามว่าทั้งหมดนี่มันส่งผลอะไรก็ส่งผลทำให้แมวกลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของอียิปต์ถึงขนาดที่ว่าในบางยุคสมัยมีกฎหมายที่ว่าถ้าสมมุติว่าใครฆ่าแมวมีความผิดถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว

ซึ่งก็แปลว่าถ้าหากว่าแมวตาย คุณก็ต้องตายตามแมวไปด้วยและถ้าหากสมมุติว่าเกิดเลี้ยงแมวเอาไว้แล้วและแมวเกิดตายตามธรรมชาติจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องบอกว่าคนในบ้านนั้นๆก็จะเสียใจมากๆที่แมวตายถึงขนาดที่ว่าจะต้องดกขนคิ้วตัวเองทิ้ง

นอกจากนี้ก็ยังมีการทำมัมมี่แมวขึ้นมาอีกคือประมาณว่าแมวตายแล้วก็ต้องเอาแมวไปทำมัมมี่เหมือนกับมนุษย์เลยทีเดียวมีความเชื่อเรื่องหลังความตายของแมวอะไรต่าวๆและเท่านั้นยังไม่พอบางครั้งมัมมี่แมวก็ถือว่าเป็นของบูชาเทพี บาสเตต ด้วย

เรียกได้ว่ามีการค้นพบแหล่งโบราณคดีของเทพี บาสเตต แล้วเขาก็ค้นพบว่าในนั้นมีมัมมี่แมวอยู่ถึง900ตัวเลยทีเดียวก็เท่าที่เจอไม่นับที่ไม่เจอ

ดังนั้นต้องบอกว่าการบูชาแมวกว้างขวางมากจริงๆแล้วถามว่าทั้งหมดนี้ส่งผลอะไรต่อชนชาติอียิปต์ส่งผลอะไรต่ออารยธรรมอียิปต์ทำไมอียิปต์ถึงได้บูชาแมวจนกระทั่งแบบว่าโดนตีแตกล่มสลายไปแบบที่บอกอันนี้ก็คือเรื่องรวาในประวัติศาสตร์จริงๆไม่ใช่ดราม่าระดับเทพกัน

ซึ่งก็ได้มันักปราชญ์ชาว มาซิโดเนียบันทึกเอาไว้และจะบอกว่ามันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามประวัติศาสตร์จริงๆก็กึ่งๆประมาณว่าเป็นเรื่องที่มันไม่ใช่เทพนิยายแต่เป็นเรื่องที่ได้ถูกบันทึกว่าเกิดในประวัติศาสตร์จริงๆแต่ว่ามันก็เป็นเรื่องราวตามที่คนบันทึกและคนที่ได้บันทึกจะบันทึกถูกหรือผิดนั่นก็อีกเรื่องหนึ่งก็ถือว่ามันเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชั้นทุติยภูมิไม่ใช่ปฐมภูมิ

นอกจากนี้เขาได้บันทึกเหตุการณ์อะไรไว้เขาได้บันทึกเหตุการณ์ๆนึงเอาไว้เมื่อ525ปีก่อนคริสต์ศักราชตอนนั้นได้เกิดเหตุการณ์ที่เปอร์เซียกำลังจะพยายามที่จะมายึดอียิปต์ต้องการจะตีอียิปต์ตอนนั้นเปอร์เซียกำลังแผ่ขยายอำนาจอยู่ทีนี่ถามว่าจะไปยึดเขามันไม่ใช่อยู่ดีๆก็จะเดินเข้ามาแล้วก็รบกัน

เพราะว่ามันก็ต้องมีชุมชนหลากหลายในโลกใช่ไหมการจะเป็นทรราชลุกขึ้นมาแล้วแบบข้าจะยึดทุกคนมันก็ไม่ใช่มันจะต้องมีการหาเรื่องกันก่อน

 

สนับสนุนโดย.    ufabet